อัพบล็อกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ฮ่าๆๆๆ
 
 
สร้างจากหนังสือการ์ตูนกึ่งอินดี้ แต่ดันดูเหมือนจะดังเกินคาด ซี่รี่ส์ Scott Pilgrim
โดย Bryan Lee O'Malley จำนวน 6 เล่มจบ
 
ภาพจากฉบับหนังสือการ์ตูนครับ ดูคุ้นๆมั้ยเอ่ย?
 
สก๊อทหนุ่มนักดนตรีท่าทางไม่เอาไหน เขามีวงดนตรีที่ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
กับเพื่อนเนิร์ดๆของเขา อาศัยอยู่รวมห้องกับเพื่อนอีกคนที่เป็นเกย์นิสัยพิลึกๆ (แต่เป็น
ตัวละครที่ผมชอบชะมัด) ประวัติการคบหาเพศตรงข้ามของเขาก็ค่อนข้างไม่เป็นโล้
เป็นพาย คบกับใครก็ไม่เคยได้นาน

จนกระทั่งวันนึง มีสาวสวยที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนผ่านเข้ามาในความฝันของเขา
ราโมนา ฟลาวเวอร์ ทำไมเขาถึงฝันถึงคนที่ไม่เคยรู้จัก? หรือว่าจะเป็นพรหมลิขิต ?
(ที่จริงบังเอิญว่าช่องว่างมิติที่ราโมนาใช้เป็นทางลัดเวลาเธอรับงานส่งของ
ให้ amazon มันบังเอิญผ่านในหัวเขาพอดีแค่นั้นเอง(...!?))
 
ราโมนา ฟลาวเวอร์ นางเอกครับ หน้าเธอการ์ตูนดีนะ
 
สก๊อทตกหลุมรักเธออย่างจัง เขาตามหาเธอ และเอาชนะใจเธอได้ (อย่างรวดเร็วจน
จี้เส้น) แต่หารู้ไม่ว่า ก่อนจะคบหากับเธออย่างเป็นทางการได้นั้น ยังมีอุปสรรคชิ้นโต
ขวางอยู่

เขาต้องโค่นแฟนเก่าผู้ชั่วร้ายทั้ง 7 ของเธอให้ได้ก่อน

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆคนอาจจะสะกิดใจได้แล้ว ว่านี่มันพล็อตยังกะจะเป็นวิดีโอเกม
ซึ่งก็ไม่ผิดเท่าไหร่หรอกครับ ตัวต้นฉบับหนังสือการ์ตูนของ Scott Pilgrim จริงๆ
ก็เขียนขึ้นมาโดยตั้งจะล้อเลียนวัฒนธรรมมนุษย์เนิร์ดทั้งหลาย โดยเฉพาะวิดีโอเกมอยู่แล้ว
ฉบับหนังสือการ์ตูนจึงมีองค์ประกอบงงๆหลายๆอย่างจากเกมแทรกอยู่เป็นระยะ เช่น
แถบพลังชีวิต การเก็บไอเท็ม การเลเวลอัพ ฯลฯ ซึ่งตอนที่เป็นหนังสือการ์ตูนมันก็พอ
ไปกันได้ แต่การจะมาปรับเป็นหนังคนแสดงนั้น.. น่าจะเป็นโจทย์ที่ยากเอาการสำหรับ
ทีมผู้สร้าง

หนังได้ ผกก. Edgar Wright (Shaun of the Dead, Hot Fuzz) มารับหน้าที่ ซึ่งสำหรับ
หลายๆคนรวมทั้งผมคงจะถือเป็นการการันตีความน่าดูได้ในระดับหนึ่ง หนังยังคงมี
เอกลักษณ์ของ ผกก.ที่เห็นได้ชัดอย่างนึง คือการตัดต่อเล่าเรื่องที่เมามันส์เหลือเกิน
และด้วยความที่ทางผกก. คงจะอยากรักษาอารมณ์ของต้นฉบับให้มากที่สุด ทั้ง
เอฟเฟ็คท์ที่ดูกาตู๊นการ์ตูนทั้งหลาย ทั้งเส้นสปีดหรืออักษรเสียงเอ๊ฟเฟ็คต์ ท่าทางบุคลิก
ของตัวละครทั้งหลายก็แสดงกันได้อย่างการ์ตูนสุดๆ

จุดทีผมชอบอีกอย่างคือพวกเอฟเฟ็กท์การ์ตูนๆทั้งหลายที่ใส่มานั้น กลับไมได้ดูโดด
อย่างที่คาด แต่กลับมีการใช้โทนสีและจังหวะจะโคนในการใช้งานที่เข้าท่าดีเสียอีก
แทบจะพูดได้ว่าเป็นหนังคนแสดงที่ใช้เอฟเฟ็กท์แบบการ์ตูนได้ดูดที่สุดเรื่องนึงเลยทีเดียว
 
 
สิ่งที่รักษาไว้อย่างซื่อสัตย์จากตัวต้นฉบับอีกอย่างก็คือ ความไม่เมคเซ้นส์ทั้งหลายในเรื่อง
ทั้งฉากบู๊ที่บ้าบอคอแตกสุดๆ(แต่ดูสนุกเกินคาด) มีทั้งการปล่อยพลัง ทำคอมโบกลางอากาศ
ตัวพระเอกที่เก่งกาจแบบไม่มีเหตุผล หรือแม้แต่เรื่องเลอะเทอะอย่างการมีพลังจิต
อย่างแรงกล้าด้วยการกินเจอย่างเคร่งครัด แต่ด้วยความที่อะไรที่ไม่เมคเซ้นส์ทั้งหลายนี้
มันมารวมกันอยู่บนบริบทที่ไม่เมคเซ้นส์พอๆกัน มันเลยไปกันได้
 
ทำ air combo แถมมีนับจำนวน hit ให้ด้วย (ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นของพรรค์นี้ในหนังคนแสดงจริงๆ)
 
เสียดายที่ถึงแม้ช่วงแรกของหนังจะดูสนุกและหวือหวามาก แต่น่าเสียดายที่พอเข้าช่วงท้ายๆ
หนังกลับแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติของ ผกก. คนนี้ไปซะแล้ว (ขอบคุณ
คุณ อ. ที่ชี้ตรงจุดนี้ขึ้นมาครับ)

ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างดี แต่ด้านรายได้ดูเหมือนจะไม่ค่อยประสบ
ความสำเร็จนัก เพราะกลุ่มเป้าหมายที่จะเพลิดเพลินไปกับหนังเรื่องนี้น่าจะค่อนข้างแคบอยู่
ถ้าจะมีก็แค่ 1.คนที่เคยอ่านการ์ตูนต้นฉบับมาก่อน 2.แฟนเดนตายของ ผกก.คนนี้ หรือ
3.มนุษย์เนิร์ด ที่ไม่ใช่แค่เนิร์ดธรรมดา แต่ต้องเป็นเนิร์ดวัยดึกพอสมควรด้วย เพราะมุกเกี่ยวกับ
เกมหลายๆมุกที่ในเรื่องนำมาเล่นนั้นมันเป็นมุกของพวกวิดีโอเกมยุค 8 บิท ซึ่งก็น่าจะร่วม 20 ปีก่อนได้
(ตัวผู้เขียนบล็อกนี้ผ่านเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ)

ที่เกินคาดก็คือ หนังเรื่องนี้รู้สึกจะมีโปรแกรมเข้าฉายในเมืองไทย ช่วงกลางๆเดือนธันวานี้
ถึงโดยส่วนตัวจะชอบตัวหนัง และประทับใจกับหัวจิตหัวใจของใครก็ตามที่นำเข้าหนังเรื่องนี้
และดันให้ขึ้นโรงได้โดยไม่เด้งไปลงแผ่นเลย แต่ถ้าขนาดที่อเมริกาซึ่งวัฒนธรรมเนิร์ดๆเฟื่องฟู
กว่าที่นี่หนังยังไม่ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้ การที่ในประเทศนี้จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
นี่ก็คงไม่มีทาง

โดยรวมแล้ว Scott Pilgrim VS the World เป็นหนังที่ดูสนุก และตื่นตาตื่นใจดีเรื่องนึง เพียง
แต่หนังดันไปเล่นกับเนื้อหาและรูปแบบที่น่าจะมีกลุ่มเป้าหมายที่แสนจะแคบ จึงไม่ประสบความ
สำเร็จเท่าที่ควร ยังไงเสีย เมื่อถึงเวลาที่หนังเรื่องนี้เข้าจริงๆ(ถ้าได้เข้าจริงๆนะ) หากคุณมีเวลาว่าง
อยากจะหาอะไรเพลินๆหวือหวาดู รับได้กับความเลอะเทอะ และความการ์ตู๊นการ์ตูนของมัน
และถ้าเคยผ่านๆตาวิดีโอเกมยุค 8 บิทมาบ้าง(ยุคเครื่องแฟมิคอม) ก็อยากจะให้ลองดูครับ
อย่างน้อยๆก็น่าจะได้ความตื่นตาตื่นใจบ้างละน่า
 
เทรเลอร์ครับ
 
 
 
ของแถม โปสเตอร์แฟนเก่าผู้ชั่วร้ายทั้ง 7 ครับ (spoil นิดๆ)
จิ้มที่ภาพเพื่อดูรูปขนาดเต็มนะครับ
 
Photobucket
Photobucket
Photobucket
Photobucket
Photobucket
Photobucket

 

 

เสียใจครับ ไม่ใช่ข่าวว่าเล่มใหม่แปลเสร็จแล้วหรอก แหะๆ

แต่จะขอแจ้งข่าวว่า โฮสท์ที่ทางเรา กลุ่มประทีปการการ์ตูน ใช้เก็บการ์ตูนเรื่องนี้อยู่นั้น
กำลังจะหยุดให้บริการกับเราในวันที่ 25 มิถุนายน 2553 นี้ และจากวันนั้นจะไม่สามารถ
ทำการโหลดไฟล์ได้อีก

จึงเรียนมาเพื่อทราบ และหากท่านใดจะเสนอพื้นที่ให้เราเก็บได้ เราก็ยินดีพิจารณาครับ

ส่วนเมื่อไหร่เล่มใหม่จะออกนั้น ไม่ทราบครับ แหะๆ คงต้องรอไว้ผีเข้าอีกทีแหละ
(จริงๆเรื่องไม่มีที่เก็บนี่จะเอามาอ้างก็ไม่ได้ด้วยนะ สมัยนี้เวบฝากไฟล์ดีๆมีออกเยอะแยะ)

 

Heroman : return to innocence

posted on 16 May 2010 23:55 by saranblog in Reviews

 

3 ชาติถึงจะได้อัพบลอกสักที เฮ่อ

 

สิ่งแรกที่ทำให้เรื่องนี้สะดุดตาขึ้นมาก็คือ เรื่องนี้เป็นโปรเจคท์ร่วม
ของ 1 ในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งวงการการ์ตูนอเมริกัน ลุง Stan Lee
(ผู้อ้างว่าเป็นผู้สร้างตัวละครอเมริกันฮีโร่และเหล่าร้ายจำนวนมหาศาล
แถมระยะหลังๆดูลุงแกจะแอบดอดมาทำโปรเจคท์ร่วมกับญี่ปุ่นบ่อยพิกล)
และสตูดิโอผู้สร้างสรรผลงานการ์ตูนชั้นดีมาอย่างสม่ำเสมอ Bones

โจอี้ (โจเซฟ คาร์เตอร์ โจนส์) เด็กชายกำพร้าพ่อแม่ ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณย่า
และมีความเป็นอยู่ค่อนข้างจะอัตคัด แต่ยังคงร่าเริงมีเพื่อนมีฝูงตามประสาเด็กปกติ
อยู่มาวันนึงเขาได้ไปเก็บหุ่นยนต์ของเล่นที่เสียแล้วมาจากถังขยะ และทำการ
ซ่อมแซมไปตามประสา และตั้งชื่อให้มันว่า ฮีโร่แมน  ประจวบเหมาะกับเป็น
ช่วงที่มีกองทัพมนุษย์ต่างดาวที่เรียกตัวเองว่า สครักก์ มารุกรานโลกพอดี
และสายฟ้าจากการจู่โจมของยานต่างดาวก็ได้บังเอิญผ่าเปรี้ยงไปที่หุ่นฮีโร่แมน
ของโจอี้เข้า ทำให้หุ่นของเล่นนั่นกลายเป็นหุ่นยนต์ร่างใหญ่(ไม่มาก น่าจะราวๆ
2-3 เมตรแค่นั้นแหละ)ที่มีพลังมหาศาล และพร้อมจะทำตามคำสั่งของโจอี้
การต่อสู้เพื่อปกป้องโลกจากสครักก์ของโจอี้และฮีโร่แมนจึงเริ่มขึ้น

ฮีโร่เราก่อนขยายร่าง น่ารักดีเหมือนกันแฮะ


อนึ่ง คาแรคเตอร์พระเอก มันคุ้นๆมั้ยครับ ผมว่ามันละม้ายๆปีเตอร์ ปาร์คเกอร์
พิกลนะ แถมชื่อของตัวเอกก็ยังตั้งตามสไตล์ของลุงแสตน ลี ที่ชอบตั้งชื่อให้ทั้ง
ชื่อต้นและนามสกุลตัวย่อเหมือนกันด้วย (เช่น Peter Parker(P.P.)
จากสไปเดอร์แมน Bruce Banner(B.B.) จาก Hulk) ส่วนเรื่องนี้
ก็คือ Joey Jones(J.J.)

ลุงแกก็ยังหาเรื่องมาโผล่ได้เหมือนเดิม

 

พลอตฟังดูเชย และไม่มีอะไรแปลกใหม่ใช่มั้ยครับ ผมก็ว่างั้น และเท่าที่ดูมา
7 ตอน มันก็ยังไม่มีอะไรแปลกใหม่จริงๆนะ แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจเกี่ยว
กับเรื่องนี้ ก็คือความเชย(หรือถ้าจะให้ชัด ขอกระแดะใช้คำว่า old school
ละกัน) นี่แหละ

ช่วงหลังๆมานี่ อนิเมชั่นญี่ปุ่นเท่าที่ดูๆมา ถ้าเป็นในส่วนของเด็กโตหรือผู้ใหญ่
ก็มักจะมีเนื้อหาที่รุนแรง หรือการนำเสนอที่ซับซ้อน หรือไม่ก็เป็นในแนวๆ
ขายตัวละครหญิงสาว ซึ่งอาจจะมีฉากวับๆแวมๆมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งเด็กๆก็ไม่ควร
ดูอยู่แล้ว ส่วนอนิเมชั่นสำหรับเด็ก ก็มักจะยัดเยียดการขายของเล่นจนเกินงาม
แต่พอมาได้ดูเรื่องนี้ ผมรู้สึกเหมือนได้ดูอนิเมชั่นอย่างที่เคยดูเมื่อสมัยเด็กๆอีกครั้ง

แล้วถึงแม้จะมีโครงเรื่องธรรมะปะทะอธรรมง่ายๆ แต่ก็มีการเล่าเรื่องที่มีชั้นเชิง
พอประมาณ และดูได้ไม่เบื่อ คุณภาพของอนิเมชั่นเนี้ยบค่อนข้างสม่ำเสมอ และที่สำคัญ
ตัวละครออกแบบได้น่ารักและมีสีสันดีจริงๆ



โดยรวมๆผมรู้สึกดีกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ไม่ใช่พราะความแปลกใหม่อย่างที่ว่าไป
แต่เพราะความเรียบๆง่ายๆของมันนี่แหละ มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการ
jump start การดูการ์ตูนญี่ปุ่นของผมขึ้นมาอีกครั้งนึง หลังจากที่ห่าง
ไกลจากการดูอะไรสบายๆอย่างนี้มานาน

ปล. ทั้งหมดนี่เป็นความเห็นจากการดูมาจนถึงตอนที่ 7 เท่านั้น ไม่แน่ใจเหมือนกัน
ว่าหลังจากนี้เนื้อเรื่องจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางอื่นรึเปล่า แต่โดยส่วนตัวแล้วยัง
ภาวนาขอให้ยังคงเส้นคงวาต่อไปอย่างเดิมดีกว่า