Reviews

 


ข้อความต่อจากนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ Godzilla (2014)
จึงแจ้งมาเพื่อทราบ










สิ่งที่ชอบ

    1. วิธีนำเสนอ หนังไม่ได้โฟกัสไปที่การต่อสู้ และการอาละวาดของสัตว์ประหลาด
ทั้งหลายแต่โฟกัสไปที่ผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมว่าทำได้ดี และหนังสร้าง
บรรยากาศให้รู้สึกถึงภัยคุกคามจากสัตว์ยักษ์พวกนี้ได้ตลอดทั้งเรื่อง แม้เราจะแทบไม่เห็น
ตัวพวกมันสักเท่าไหร่ แต่ใช้วิธีแสดงให้เห็นจากผลกระทบที่มีกับผู้คนทั่วไป และผลลัพธ์
หลังจากการอาละวาด (หรือบางทีก็แค่การเดินผ่าน) ของพวกมันมากกว่า
    อย่างไรก็ตาม จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของผู้ชมแต่ละท่าน สำหรับผู้ที่เข้าไปชมโดย
คิดว่าเป็นหนึ่งภาค ในแฟรนไชส์ก๊อดซิลล่าที่สร้างต่อเนื่องมาเนิ่นนาน ซึ่งอาจจะคาดหวังว่าจะได้ดูฉาก
สัตว์ประหลาดอาละวาดซัดกันนัวเนียพัลวันก็คงจะผิดหวังกัน แต่ถ้าคิดว่าเป็นภาคที่เป็นการรีบู๊ท
แฟรนไชส์ เป็นการแนะนำคาแรคเตอร์ตัวนี้ใหม่อีกรอบ การกั๊กตัวสัตว์ประหลาดและที่มาที่ไปไว้
ให้ปรากฏมาแต่น้อยก็ดูจะสมเหตุสมผลอยู่

    2. ไม่มีมุกตลกและตัวร้ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่นิยมกันมากในหนังหายนะทั้งหลาย
ของฮอลลีวู้ด ซึ่งไม่ได้ให้อะไรกับเรื่องเลย นอกจากทำลายอารมณ์ร่วมที่มีกับหนัง ทำนองว่า
โลกจะแตกมิแตกแหล่อยู่แล้วยังจะมาตั้งแง่อะไรกันอีก หรือตัวละครตลกตามพระ
ทั้งหลายที่ยัดเบียดเข้ามาอย่างผิดที่ผิดทางท่ามกลางกลุ่มตัวละครที่ไม่น่าจะได้อานิสงส์อะไร
จากตัวละครประเภทนี้ เช่นทหารหน่วยรบพิเศษโคดเก่ง หรือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ เป็นต้น
    แน่นอนว่าในความเป็นจริง ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน พฤติกรรมเฮงซวย หรือ
ไม่เข้าท่าเข้าทางของคนบางคน โดยเฉพาะผู้มีอำนาจก็อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในกรณีของหนัง
ถ้าพฤติกรรมนั้นๆจะไปทำลายอารมณ์ร่วมไป การที่ไม่มีก็อาจจะดีกว่า
    สำหรับหนังก๊อดซิลล่าภาคนี้ อย่างน้อยก็ยังให้ความรู้สึกว่าทุกคนมีศัตรูร่วมกัน รับมือ
กับภัยพิบัติร่วมกัน แม้จะมีข้อขัดแย้งกันบ้าง ทำให้รู้สึกถึงความซีเรียสของภัยคุกคามนี้ได้ดีกว่า

    3. ก๊อดซิลล่าเจ้าเนื้อ ดูคุกคามดี และเน้นความแตกต่างกับสัตว์ประหลาดคู่ปรับ
ที่ดูคล่องแคล่วได้ดีด้วย


เก๊ตเตอร์อ้วน อีกหนึ่งตัวอย่างของอะไรที่อ้วนแล้วเท่เป็นบ้า

    4. ใช้ lens flare แต่พอดี (ไชโย ความชอบส่วนตัว)

สิ่งที่ไม่ชอบ
    1. ใช้ตัวละคร โจ โบรดี้ (พ่อ-ไบรอัน แครนสตัน)ไม่คุ้ม
ผมรับได้กับการที่ตัวละครตัวนี้จะตายตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่ผมว่าคงจะดีกว่า ถ้าความตายของ
ตัวละครนี้จะมีอิทธิพลกับเนื้อเรื่องมากกว่านี้ เช่น ให้เงื่อนงำของตัวสัตว์ประหลาดมากกว่านี้
หรือเป็นแรงขับดันให้กับพระเอกอย่างชัดเจนกว่า
    ตรงนี้อาจเป็นเพราะผมชื่นชอบนักแสดงคนนี้เป็นการส่วนตัวด้วย เลยอยากให้บท
ของแกมีความสำคัญมากกว่านี้ก็เป็นได้
   
    2. การตัดสินใจบางอย่างช่วงท้ายที่ดูง่ายไปหน่อย
ตรงนี้หมายถึงการตัดสินใจแบกหัวรบนิวเคลียร์ไปขึ้นเรือ ด้วยเหตุผลว่าเปิดฝาไม่ออก
ทั้งที่การพยายามเปิดฝาและปลดชนวนระเบิดตรงนั้น น่าจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุผลกว่า
อย่างไรซะทีมปลดชนวนระเบิดก็น่าจะมีอุปกรณ์เพื่อการนี้อยู่แล้ว อย่างไรซะ หัวรบนิวเคลียร์
ก็ไม่น่าจะถูกออกแบบมาให้ทำงานด้วยความร้อนและแรงกระแทกแค่นั้นอยู่แล้ว

    3. ตอนจบที่คล้ายจะบอกว่าก๊อดซิลล่าเป็นฝ่ายธรรมะเต็มตัว โดยส่วนตัวอยากจะ
ให้ทิ้งว่าจุดยืนของหมอนี่ยังคลุมเครืออยู่มากกว่า
    อนึ่ง ผู้กำกับให้สัมภาษณ์ว่าก๊อดซิลล่าฉบับนี้เป็นตัวแทนของธรรมชาติที่พยายาม
จะรักษาสมดุลย์ของสิ่งต่างๆ และถ้าธรรมชาติเอาจริงขึ้นมา มนุษย์ก็คงไม่มีทางเอาชนะได้

สำหรับประเด็นที่บางคนรู้สึกว่าความดราม่าของครอบครัวพระเอกน้อยไปหน่อยนั้น ผมกลับ
โอเคกับมันแฮะ รู้สึกไม่น่ารำคาญดี และสถานการณ์แบบนั้น จะติดต่อหรือเดินทางไปหากัน
มันก็คงไม่ใช่ง่ายๆอยู่แล้ว

สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ ถ้าเกิดหนังทำเงินได้เป็นที่น่าพอใจของนายทุน และจะมีภาคต่อ
หนังจะนำเสนอก๊อดซิลล่าอย่างไรหลังจากแสดงจุดยืนของมันแบบกลายๆแล้ว
- เป็นหนังสัตว์หลาดตีกันเต็มรูปแบบ ?
- ก๊อดซิลล่า ปะทะ มนุษย์ โดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพราะมีมนุษย์ตัวร้ายกลุ่มนึงมีแผนการ
  เลวร้ายอะไรสักอย่างกับธรรมชาติ อะไรทำนองนี้ ?
- สัตว์ประหลาดใหม่อาละวาด แต่ก๊อดซิลล่าไม่โผล่ แล้วก็ต้องมาสืบกันว่าหมอนี่หายไปไหน ?
ฯลฯ

Casshern Sins : remember, you are mortal...

posted on 24 Jun 2011 01:41 by saranblog in Reviews
 

memento mori = remember you are mortal, remember your mortality หรืออื่นๆ
สุดแล้วแต่จะแปล วลีภาษาลาตินเกร่อๆ ที่หลายๆคนคงได้เห็นกันมาจนเอียน
จากสื่อต่างๆ แต่ด้วยความหมายที่ยังเป็นความจริงอยู่เสมอ วลีนี้จึงยังคงถูกอ้างอิง
เสมอมา

เพราะมีความตาย ชีวิตจึงมีค่า
เพราะมีจุดสิ้นสุด ช่วงเวลานั้นจึงน่าจดจำ
เพราะมีการสิ้นสลาย ตัวตนนั้นจึงมีความหมาย
 
 
แคชเชิร์น หุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ที่ตื่นขึ้นมาในโลกที่กำลังล่มสลาย มนุษย์ที่หลง
เหลืออยู่เพียงน้อยต่างขาดความสามารถในการสืบพันธุ์ เหล่าหุ่นยนต์ซึ่งควรจะมี
ช่วงอายุยืนยาวกลับผุพังลงอย่างรวดเร็วด้วยสิ่งที่เรียกว่า "การเสื่อมสลาย" (อนึ่ง
อันนี้ผมกล้อมแกล้มแปลเอาเอง อาจไม่ใช่คำที่เหมาะสมเท่าไหร่ ต้นฉบับญี่ปุ่นใช้
คำว่า 滅び:horobi ฉบับภาษาอังกฤษใช้คำว่า ruin ) ซึ่งในเรื่องแสดงให้เห็น
เป็นรูปธรรมในลักษณะคล้ายๆกับสนิม แต่มีความเร็วในการกัดกินสูงกว่ามาก

ตัวเขาไม่มีความทรงจำใดๆเหลืออยู่ แม้แต่ชื่อของตัวเอง แต่สิ่งที่ผู้คนรอบข้าง
ย้ำเตือนเขาอยู่เสมอคือ เขาคือผู้ที่ทำให้โลกตกอยู่ในสภาพนี้ และเขาต้องชดใช้
ประกอบกับข่าวลือแปลกๆที่กระจายไปทั่วในหมู่หุ่นยนต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ว่
 ถ้าหากฆ่าแคชเชิร์นลงได้ "การเสื่อมสลาย" นี้จะหยุดลง และถ้าผู้ใดได้กินเนื้อ
ของแคชเชิร์น ก็ยังจะได้ชีวิตอมตะมาครอบครองอีกด้วย เขาจึงตกเป็นเป้าหมาย
ของหุ่นยนต์ที่ยังคงเหลืออยู่แทบจะทุกตัว

แต่ด้วยความที่ตัวแคชเชิร์นเองนั้น ก็เกือบๆจะเรียกได้ว่าเป็นอมตะ "การเสื่อมสลาย"
ไม่มีผลกับร่างกายของเขาโดยไม่ทราบสาเหตุ บาดแผลบนร่างกายสามารถรักษาตัวเอง
ได้ภายในเวลาอันสั้น หรือต่อให้เขาจะตัดใจและยอมให้ถูกผู้อื่นฆ่าทิ้ง ระบบป้องกัน
ตัวเองของเขาก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้แคชเชิร์นลงมือจัดการกับภัยคุกคาม
รอบตัวอย่างสุดความสามารถโดยไม่เกี่ยวกับเจตจำนงของเจ้าตัว

ในครึ่งแรกของซีรี่ส์ จะเน้นไปที่การเดินทางค้นหาตัวเองของแคชเชิร์น และการได้
พบเจอกับผู้คนและหุ่นยนต์ทั้งหลายที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนโลกที่กำลังล่มสลายนี้
มีทั้งผู้ที่ปลงตก และตัดสินใจที่จะเฝ้ารอจุดจบอย่างสงบ ผู้ที่ยังคงไม่ทิ้งความหวัง
และพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะหาทางพาตัวเองไปให้พ้นจากสภาพที่แสนจะสิ้นหวัง
นี้ให้ได้ หรือแม้แต่ผู้ที่ยังคงยึดมั่นกับหน้าที่ของตนและกระทำสิ่งนั้นราวกับจะไม่
ยี่หระต่อสภาพของโลกในขณะนั้น จนกระทั่งครึ่งหลังจึงค่อยๆทำการเปิดเผยเรื่อง
ราวต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 
 
จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการแสดงออกของหุ่นยนต์ทั้งหลาย จากที่เคยเป็นเพียง
ตัวตนที่คอยปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเคร่งครัด แม้จะมีการตระหนัก
ถึงตัวตนของตัวเอง (self awareness) แต่พฤติกรรมต่างๆก็ยังคงห่างไกลเกินกว่าที่
จะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นสิ่งมีชีวิต จนเมื่อมีการตระหนักถึงจุดจบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ได้ ซึ่งก็คือ "การเสื่อมสลาย" จึงเริ่มแสดงพฤติกรรมต่างๆที่ไม่เคยแสดงออกมาก่อน
ทั้งการปลดปลง การแสดงความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และการขวนขวาย
หาหนทางเพื่อที่จะนำพาตนเองและเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอดต่อไปได้อย่างแทบจะไม่
คำนึงถึงวิธีการ เป็นพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกถึงเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์
นั้นเบาบางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

สำหรับตัวอนิเมชั่น อาจเพราะเป็นการหยิบเอาตัวละครเก่ามาเล่าใหม่ จึงเลือกใช้
บริการ ผกก.ยามาอุจิ ชิเกยาสุ ซึ่งผลงานที่เด่นๆก็ดรากอนบอลZ และเซนต์เซย่า
ทั้งซี่รี่ส์และตอนพิเศษหลายต่อหลายตอน ผลงานที่ออกมาจึงมีกลิ่นอายของอนิเมชั่น
ในยุค 80-90 อยู่พอสมควร (บางจังหวะดูแล้วรู้สึกว่ามันเซย้าเซย่าเลยด้วยซ้ำ)
ขนาดนักพากย์ก็ยังใช้บริการคุณฟุรุยะ โทรุ หนุ่ม 50 แต่เสียง15(เซย่า,อามุโร่ เรย์ ฯลฯ)


ไม่ใช่แค่หน้ามันที่เซย่า เสียงมันก็เซย่า

งานภาพนอกจากตัวอนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยม งานแบคกราวด์ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน  เพราะถึง
แม้ฉากส่วนใหญ่จะเป็นโลกที่ล่มสลาย ซากปรักหักพังรกร้าง ทุ่งโล่งโล้นเตียน ซึ่งถ้า
นำเสนอไม่ดีก็อาจจะได้ฉากที่ดูจำเจไม่มีสีสันและเหมือนกันไปหมด ซึ่งในเรื่องนี้ก็
นำเสนอได้อย่างมีบรรยากาศ ทั้งดูสวยงามหรือบางทีก็น่าขนลุก แต่ก็ดูเหงาหงอย
อยู่ในที อีกทั้งดนตรีประกอบที่แม้จะไม่ได้มีการใช้อย่างฟุ่มเฟือย แต่เมื่อถึงเวลาก็
ทำหน้าที่ช่วยขับดันบรรยากาศได้อย่างยอดเยี่ยม


ถึงแม้ผมจะชื่นชอบเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวมากแค่ไหน แต่ Casshern Sins ก็เป็นอีกซี่รี่ส์
ที่ผมก็นึกไม่ออกว่าจะประสบความสำเร็จในทางการตลาดได้ยังไง ถึงจะเป็นการหยิบ
ตัวละครมาเล่าใหม่ แต่ก็นำมาใช้เพียงแค่ตัวละครแต่ก็ทำการเปลี่ยนบทบาทจนหมด
โดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับซี่รี่ส์เดิมเลย (ฉบับเดิม แคชเชิร์น เป็นมนุษย์ที่รับการ
ดัดแปลงเป็นไซบอร์กโดยสมัครใจเพื่อปกป้องมนุษย์และต่อต้านการปกครองอย่าง
กดขี่ของจักรวรรดิหุ่นยนต์) ซึ่งลำพังการหยิบตัวละครเก่ามาใช้ก็ไม่น่าจะดึงดูดผู้ชม
รุ่นใหม่ได้อยู่แล้ว การเปลี่ยนบทบาทใหม่หมดก็ยังน่าจะไม่ดึงดูดแฟนการ์ตูนรุ่นดึกที่
คงจะมีอยู่เพียงน้อยนิดเข้าไปอีก อีกทั้งคาแรคเตอร์ดีไซน์ที่แม้จะดูสวยแบบเรียบๆ
แต่ก็ดูก้ำกึ่งระหว่างความเป็น retro กับความเป็นสมัยใหม่พิกล


ฉบับดั้งเดิม

ผู้ชมที่หลงมาดูเพราะเข้าใจผิดว่าจะเป็นซี่รี่ส์แอคชั่นก็คงจะต้องผิดหวังอีก แม้อนิเมชั่น
ในฉากต่อสู้จะยอดเยี่ยม แต่เรื่องนี้ห่างไกลจากการที่จะบอกว่าเป็นซี่รี่ส์แอคชั่น
อย่างมาก อีกทั้งการเดินเรื่องที่ช้า ถึงช้ามาก เพราะเน้นไปที่การสร้างบรรยากาศและ
ดึงอารมณ์ก็น่าจะทำให้หลายๆคนเบื่อกลางครันไปเสียก่อน
 

แม่นี่ก็เป็นอีกตัวที่เห็นแล้วโคดจะเซย่า
 
ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูซี่รี่ส์นี้นานแล้ว และด้วยความประทับใจก็ตั้งใจว่าจะมาเล่าถึงเรื่อง
นี้ตั้งแต่ดูจบ แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อย จนมาสบโอกาสที่ DVD ฉบับลิขสิทธิ์
ของเรื่องนี้กำลังจะวางตลาดในเร็ววันนี้(หรือวางไปแล้วก็ไม่รู้) จึงถือเป็นโอกาสนำ
มาเขียนเล่าเผื่อจะมีโอกาสให้ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านได้พิจารณาซี่รี่ส์นี้กัน
 
 
อนึ่ง ผู้เขียนไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆน่อ แต่มันชอบเรื่องนี้จริงๆ
อนึ่ง๒ เป็นเอนทรี่ที่เพ้อดีชะมัด
 
 
อัพบล็อกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ฮ่าๆๆๆ
 
 
สร้างจากหนังสือการ์ตูนกึ่งอินดี้ แต่ดันดูเหมือนจะดังเกินคาด ซี่รี่ส์ Scott Pilgrim
โดย Bryan Lee O'Malley จำนวน 6 เล่มจบ
 
ภาพจากฉบับหนังสือการ์ตูนครับ ดูคุ้นๆมั้ยเอ่ย?
 
สก๊อทหนุ่มนักดนตรีท่าทางไม่เอาไหน เขามีวงดนตรีที่ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
กับเพื่อนเนิร์ดๆของเขา อาศัยอยู่รวมห้องกับเพื่อนอีกคนที่เป็นเกย์นิสัยพิลึกๆ (แต่เป็น
ตัวละครที่ผมชอบชะมัด) ประวัติการคบหาเพศตรงข้ามของเขาก็ค่อนข้างไม่เป็นโล้
เป็นพาย คบกับใครก็ไม่เคยได้นาน

จนกระทั่งวันนึง มีสาวสวยที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนผ่านเข้ามาในความฝันของเขา
ราโมนา ฟลาวเวอร์ ทำไมเขาถึงฝันถึงคนที่ไม่เคยรู้จัก? หรือว่าจะเป็นพรหมลิขิต ?
(ที่จริงบังเอิญว่าช่องว่างมิติที่ราโมนาใช้เป็นทางลัดเวลาเธอรับงานส่งของ
ให้ amazon มันบังเอิญผ่านในหัวเขาพอดีแค่นั้นเอง(...!?))
 
ราโมนา ฟลาวเวอร์ นางเอกครับ หน้าเธอการ์ตูนดีนะ
 
สก๊อทตกหลุมรักเธออย่างจัง เขาตามหาเธอ และเอาชนะใจเธอได้ (อย่างรวดเร็วจน
จี้เส้น) แต่หารู้ไม่ว่า ก่อนจะคบหากับเธออย่างเป็นทางการได้นั้น ยังมีอุปสรรคชิ้นโต
ขวางอยู่

เขาต้องโค่นแฟนเก่าผู้ชั่วร้ายทั้ง 7 ของเธอให้ได้ก่อน

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆคนอาจจะสะกิดใจได้แล้ว ว่านี่มันพล็อตยังกะจะเป็นวิดีโอเกม
ซึ่งก็ไม่ผิดเท่าไหร่หรอกครับ ตัวต้นฉบับหนังสือการ์ตูนของ Scott Pilgrim จริงๆ
ก็เขียนขึ้นมาโดยตั้งจะล้อเลียนวัฒนธรรมมนุษย์เนิร์ดทั้งหลาย โดยเฉพาะวิดีโอเกมอยู่แล้ว
ฉบับหนังสือการ์ตูนจึงมีองค์ประกอบงงๆหลายๆอย่างจากเกมแทรกอยู่เป็นระยะ เช่น
แถบพลังชีวิต การเก็บไอเท็ม การเลเวลอัพ ฯลฯ ซึ่งตอนที่เป็นหนังสือการ์ตูนมันก็พอ
ไปกันได้ แต่การจะมาปรับเป็นหนังคนแสดงนั้น.. น่าจะเป็นโจทย์ที่ยากเอาการสำหรับ
ทีมผู้สร้าง

หนังได้ ผกก. Edgar Wright (Shaun of the Dead, Hot Fuzz) มารับหน้าที่ ซึ่งสำหรับ
หลายๆคนรวมทั้งผมคงจะถือเป็นการการันตีความน่าดูได้ในระดับหนึ่ง หนังยังคงมี
เอกลักษณ์ของ ผกก.ที่เห็นได้ชัดอย่างนึง คือการตัดต่อเล่าเรื่องที่เมามันส์เหลือเกิน
และด้วยความที่ทางผกก. คงจะอยากรักษาอารมณ์ของต้นฉบับให้มากที่สุด ทั้ง
เอฟเฟ็คท์ที่ดูกาตู๊นการ์ตูนทั้งหลาย ทั้งเส้นสปีดหรืออักษรเสียงเอ๊ฟเฟ็คต์ ท่าทางบุคลิก
ของตัวละครทั้งหลายก็แสดงกันได้อย่างการ์ตูนสุดๆ

จุดทีผมชอบอีกอย่างคือพวกเอฟเฟ็กท์การ์ตูนๆทั้งหลายที่ใส่มานั้น กลับไมได้ดูโดด
อย่างที่คาด แต่กลับมีการใช้โทนสีและจังหวะจะโคนในการใช้งานที่เข้าท่าดีเสียอีก
แทบจะพูดได้ว่าเป็นหนังคนแสดงที่ใช้เอฟเฟ็กท์แบบการ์ตูนได้ดูดที่สุดเรื่องนึงเลยทีเดียว
 
 
สิ่งที่รักษาไว้อย่างซื่อสัตย์จากตัวต้นฉบับอีกอย่างก็คือ ความไม่เมคเซ้นส์ทั้งหลายในเรื่อง
ทั้งฉากบู๊ที่บ้าบอคอแตกสุดๆ(แต่ดูสนุกเกินคาด) มีทั้งการปล่อยพลัง ทำคอมโบกลางอากาศ
ตัวพระเอกที่เก่งกาจแบบไม่มีเหตุผล หรือแม้แต่เรื่องเลอะเทอะอย่างการมีพลังจิต
อย่างแรงกล้าด้วยการกินเจอย่างเคร่งครัด แต่ด้วยความที่อะไรที่ไม่เมคเซ้นส์ทั้งหลายนี้
มันมารวมกันอยู่บนบริบทที่ไม่เมคเซ้นส์พอๆกัน มันเลยไปกันได้
 
ทำ air combo แถมมีนับจำนวน hit ให้ด้วย (ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นของพรรค์นี้ในหนังคนแสดงจริงๆ)
 
เสียดายที่ถึงแม้ช่วงแรกของหนังจะดูสนุกและหวือหวามาก แต่น่าเสียดายที่พอเข้าช่วงท้ายๆ
หนังกลับแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติของ ผกก. คนนี้ไปซะแล้ว (ขอบคุณ
คุณ อ. ที่ชี้ตรงจุดนี้ขึ้นมาครับ)

ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างดี แต่ด้านรายได้ดูเหมือนจะไม่ค่อยประสบ
ความสำเร็จนัก เพราะกลุ่มเป้าหมายที่จะเพลิดเพลินไปกับหนังเรื่องนี้น่าจะค่อนข้างแคบอยู่
ถ้าจะมีก็แค่ 1.คนที่เคยอ่านการ์ตูนต้นฉบับมาก่อน 2.แฟนเดนตายของ ผกก.คนนี้ หรือ
3.มนุษย์เนิร์ด ที่ไม่ใช่แค่เนิร์ดธรรมดา แต่ต้องเป็นเนิร์ดวัยดึกพอสมควรด้วย เพราะมุกเกี่ยวกับ
เกมหลายๆมุกที่ในเรื่องนำมาเล่นนั้นมันเป็นมุกของพวกวิดีโอเกมยุค 8 บิท ซึ่งก็น่าจะร่วม 20 ปีก่อนได้
(ตัวผู้เขียนบล็อกนี้ผ่านเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ)

ที่เกินคาดก็คือ หนังเรื่องนี้รู้สึกจะมีโปรแกรมเข้าฉายในเมืองไทย ช่วงกลางๆเดือนธันวานี้
ถึงโดยส่วนตัวจะชอบตัวหนัง และประทับใจกับหัวจิตหัวใจของใครก็ตามที่นำเข้าหนังเรื่องนี้
และดันให้ขึ้นโรงได้โดยไม่เด้งไปลงแผ่นเลย แต่ถ้าขนาดที่อเมริกาซึ่งวัฒนธรรมเนิร์ดๆเฟื่องฟู
กว่าที่นี่หนังยังไม่ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้ การที่ในประเทศนี้จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
นี่ก็คงไม่มีทาง

โดยรวมแล้ว Scott Pilgrim VS the World เป็นหนังที่ดูสนุก และตื่นตาตื่นใจดีเรื่องนึง เพียง
แต่หนังดันไปเล่นกับเนื้อหาและรูปแบบที่น่าจะมีกลุ่มเป้าหมายที่แสนจะแคบ จึงไม่ประสบความ
สำเร็จเท่าที่ควร ยังไงเสีย เมื่อถึงเวลาที่หนังเรื่องนี้เข้าจริงๆ(ถ้าได้เข้าจริงๆนะ) หากคุณมีเวลาว่าง
อยากจะหาอะไรเพลินๆหวือหวาดู รับได้กับความเลอะเทอะ และความการ์ตู๊นการ์ตูนของมัน
และถ้าเคยผ่านๆตาวิดีโอเกมยุค 8 บิทมาบ้าง(ยุคเครื่องแฟมิคอม) ก็อยากจะให้ลองดูครับ
อย่างน้อยๆก็น่าจะได้ความตื่นตาตื่นใจบ้างละน่า
 
เทรเลอร์ครับ
 
 
 
ของแถม โปสเตอร์แฟนเก่าผู้ชั่วร้ายทั้ง 7 ครับ (spoil นิดๆ)
จิ้มที่ภาพเพื่อดูรูปขนาดเต็มนะครับ
 
Photobucket
Photobucket
Photobucket
Photobucket
Photobucket
Photobucket