...ทำไมอัลเฟรดถึงรู้จักกางร่มอยู่คนเดียว....

บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ Dark Knight Rises
จึงแจ้งมาเพื่อทราบล่วงหน้า

-
-
-
-
-
-
-
-

ก่อนอื่นที่แฟนๆของแบทแมนโนแลนจะมารุมประนามหยามเหยียดผม ขอออกตัวก่อนว่า
ผมไม่ได้จะว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดีนะ ถ้าถามความรู้สึกหลังจากได้ดูว่าค่อนไปทางไหน ก็ตอบได้
เต็มปากว่าค่อนไปทางบวกละครับ แต่น่าจะเป็นเพราะความคาดหวังที่ค่อนข้างมาก
เนื่องจากหนังภาคที่แล้วมันโอเคมากๆ สำหรับผม พอมาดูภาคนี้แล้วเวลาสะดุดตรงนั้นตรงนี้
มันเลยรู้สึกติดขัดมากกว่าปกติ ซึ่งจะขอเขียนเป็นประเด็นๆไปแล้วกัน

อย่างแรกที่รู้สึกคือ มีหลายๆจุดที่รู้สึกว่าหนังยัดเยียดเข้ามาเกินความจำเป็นพิกล
อันแรกคือฉากจบ ที่ผมว่าแฮปปี้เกินเหตุ อันที่จริง การจบโดยทิ้งไว้ให้แบทแมนตายนั้น ผมว่ามันก็
สมบูรณ์ดีอยู่ การให้บรูซเวย์น หนีตามไปกับเซลิน่า ไคล์(แคทวูแมน) นั้น ผมว่าเป็นอะไรที่หลุด
คาแรคเตอร์มากๆ เพราะโดยคาแรคเตอร์ดั้งเดิม และตัวหนังภาคก่อนๆ ได้ปูเรื่องมาให้เห็นว่า
บรูซเวย์นนั้น อุทิศตัวให้กับหน้าที่ของแบทแมนอย่างมาก เรียกว่าถ้าไม่จำเป็นนี่ก็อยากจะทิ้งตัวตน
ของบรูซเวย์นไปเลยด้วยซ้ำ ทำให้ผมรู้สึกว่าตอนจบแบบนี้ไม่เข้ากับคาแรคเตอร์อย่างแรง

โอเคล่ะ เรื่องนี้ อาจจะแย้งได้หลายประเด็น เช่น เป็นการแสดงให้เห็นถึงการปล่อยวาง
และการก้าวต่อไปในชีวิต แต่แบทแมนเป็นแบทแมนก็เพราะเขาไม่อาจปล่อยวางได้ไม่ใช่เหรอ
เพราะโศกนาฏกรรมในวัยเด็กของเขา กลายเป็นแรงขับของเขาที่ไม่ต้องการให้เกิดโศกนาฏกรรม
แบบเดียวกับคนอื่นนี่แหละ เขาถึงเป็นมาแบทแมน และสาเหตุที่ไม่เคยมีการแต่งเรื่องให้จับ
ตัวคนร้ายที่สังหารพ่อแม่ของบรูซเวย์นได้ ก็เพราะต้องการให้แรงขับนี้คงอยู่ตลอดไปนี่แหละ

หรืออาจจะแย้งได้อีกว่าต้องการพูดถึงประเด็นที่แบทแมนกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์
และมีการส่งต่อกันได้ อย่างที่มีการเกริ่นในภาคที่แล้ว แล้วก็มาเน้นย้ำอีกทีในภาคนี้
โอเค ประเด็นนี้เข้าท่านะ ตัวละครตำรวจ จอห์น เบลค นี้ก็ปูมาเข้าท่าดี มีปมอดีตคล้ายๆกัน
เป็นคนไฟแรง มีอุดมการณ์อีก แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้ผมรู้สึกโดนยัดเยียดอีกนั่นแหละ
ทั้งเรื่องปมอดีตของเบลคที่เล่าอย่างฉาบฉวย และจุดแตกหักที่ทำให้เบลคถอดใจจาก
การเป็นตำรวจในตอนจบ ซึ่งผมว่าดูทั้งเรื่องก็ไม่มีการพูดถึงจุดนี้เลยนะ มีแค่ตอนท้ายเรื่อง
ที่จะขนเด็กๆข้ามสะพานไปนิดเดียวจริงๆ แล้วการที่เบลครู้ตัวจริงของแบทแมนนี่ผมว่า
มันง่ายไปหน่อยนะ

ถึงที่สุดแล้ว ผมไม่รู้สึกว่าหนังเล่าถึงการปลดระวางของเวย์น และการเลือกเบลคมารับหน้าที่
แทนได้มีน้ำหนักเท่าที่ควร (แถมตอนท้ายที่บอกว่าเบลคชื่อจริงว่าโรบินก็ตลกๆพิกล)

หลังจากส่วนที่รู้สึกว่าโดนยัดเยียด ก็มีมาถึงส่วนที่รู้สึกว่าขาดๆเกินๆ
อันดับแรก คืออาการบาดเจ็บของบรูซ เวย์น ไอ้ที่เป๋ตอนแรกๆมันมาจากไหน ตอนจบภาคที่แล้ว
ผมก็จำได้ว่าแบทแมนวิ่งปร๋อเลยนะ
เอาล่ะ อาจจะอนุมานได้ว่า มีเหตุการณ์ระหว่างภาค 2กับ3 ที่ทำให้แบทแมนบาดเจ็บจนต้อง
ปลดระวางจากการทำหน้าที่ไป แต่ถ้าจะใส่ตรงนี้เข้ามา แล้วก็แก้ไขด้วยการใส่ที่ดามแล้วจบ
เลยนี่ ผมว่ามันรวบรัดไปหน่อยนะ
แล้วยังฉากเด็ด เบน หักหลักแบทแมน (ตามตัวอักษร) ตรงจุดนี้ ในหนังสือเป็นเหตุการณ์
ที่สำคัญพอสมควร(ช่วงเหตุการณ์ Knightfall) เพราะมันทำให้แบทแมนหมดสภาพไป
ระยะนึง จนต้องให้ Azrael(ตัวละครรองในหนังสือการ์ตูน เป็นมือสังหารที่สืบทอดกันมา
หลายรุ่น อนึ่ง ตัวละครที่ใช้ฉายานี้ในจักรวาลDC มีหลายคนครับ) มาทำหน้าที่แทนนาน
พอควรเลย แต่ในหนัง อาการหลังหัก รักษาได้ในคุกแดนกันดารโดยแทบไม่มีอุปกรณ์
อะไรเลย(นอกจากเชือกและเพดาน และสังเกตว่าตอนนี้ รู้สึกว่าเหล็กดามขาจะหายไปแล้ว)
และหายสนิทในเวลาแค่ไม่กี่เดือน เลยรู้สึกเหมือนกับว่า ฉากหักหลังนี่ใส่มาเอาใจแฟน
หนังสือเฉยๆพิกล

พูดถึงฉากคุก นี่เป็นฉากที่ขัดใจผมมากในหลายๆความหมาย
เข้าใจละ ว่ามันน่าจะเป็นสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการตกอับ การปลดปล่อย การเกิดใหม่
การก้าวไปสู่แสงสว่างอะไรเทือกนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฉากนี้ก็เป็นฉากที่ผมดูแล้วรู้สึกไม่
เมคเซ้นส์เอามากๆ
ทั้งคุกที่ไม่มีผู้คุมให้เห็นแม้แต่คนเดียว ทั้งลูกกรงเหล็กที่มีไปงั้นๆ เพราะถึงเวลาใครจะปีนหนี
นักโทษทั้งหลายก็ออกมายืนเชียร์เย้วๆกันสนุกสนานไม่มีใครมาห้ามอยู่ดี ที่สำคัญ
พอบรูซ เวย์นปีนขึ้นมาได้ก็มีกองเชือกวางอยู่อย่างพอดิบพอดีให้โยนลงไปให้คนอื่นอีก
ตะหาก พอมาคิดๆดูนี่ยังงงๆกับตัวเองเลยว่า ตกลงฉากคุกนี่มันเกิดขึ้นจริง หรือเป็นอุปมา
ทั้งหมดกันแน่

สิ่งที่น่าเสียดายอีกอย่างก็คือตัวอัลเฟรดครับ อัลเฟรดฉบับไมเคิล เคนนี่ผมว่าออกจะเป็น
ตัวละครที่น่าสนใจนะ แต่พอมาภาคนี้ บทลุงนี่แทบออกมาเพื่อร้องไห้อย่างเดียวเลย
คือโดนไล่ออกแล้วก็หายไปโดยสิ้นเชิง แล้วก็โผล่มาร้องไห้หน้าหลุมศพอีกทีตอนจบเลย
ทั้งที่น่าจะมีบทบาทมากกว่านี้ แล้วการที่อยู่ๆก็โพล่งเรื่องจดหมายของราเชลที่ตัวเอง
เผาทิ้งไปกับมือในภาคที่แล้วนี่ผมว่าหลุดคาแรคเตอร์มากๆเลย การที่อัลเฟรดตัดสินใจ
เก็บเรื่องของราเชลไว้กับตัวนี่ ผมว่ามันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญและเป็นการกระทำ
ที่บ่งบอกตัวตนของอัลเฟรดได้ดีมาก แต่การโพล่งออกไปนี่กลับเป็นการทำให้การตัดสินใจนั้น
แทบจะหมดความหมายไปเลย

มาถึงการก่อการร้ายในเรื่อง ที่ต้องยอมรับว่าดูอหังการและน่าสะพรึงกลัวสมศักดิ์ศรี
หนังไตรภาคนี้ (การตัดขาดเมืองก๊อทแธมจากภายนอก ซึ่งใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในหนังสือ
ช่วง No Man's Land เพียงแต่ในหนังสือเกิดจากแผ่นดินไหวแทน) ซึ่งในหนังก็ปูบรรยากาศ
ของเมืองก๊อทแธมในช่วงนี้ได้น่าสนใจ แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับแทบไม่มีการเล่าถึงสภาพ
ในเมืองช่วงนี้เลย นอกจากฉากศาล(เตี้ย) ซึ่งจริงๆก็ไม่ถึงกับเสียหายอะไร แต่ผมว่ามัน
น่าเสียดายน่ะ ไหนๆ ปูมาแล้ว และน่าจะเป็นฉากแบบที่ ผกก. ถนัดด้วย พวกตำรวจที่
ติดอยู่ใต้ดินก็ดูจะได้รับการส่งเสบียงและดูแลตัวเองกันได้อย่างดี ถึงขนาดที่พอหลุดออกมา
ก็วิ่งปร๋อออกมาลุยกันได้ทันทีไม่มีอ่อนระโหยอะไรกันเลย โดยส่วนตัวผมว่าตรงนี้คงเพราะ
เรื่องความยาวของหนัง ซึ่งถ้าใส่ฉากพวกนี้เข้ามาด้วยก็คงจะทำให้ภาคนี้ที่ยาวอยู่แล้ว
ยาวออกไปอีกเยอะ

แล้วก็มาถึงฉากสำคัญ การเปิดเผยตัวการร้ายที่แท้จริงของเรื่อง Talia Al Ghul ลูกสาว
ของ Ra's Al Ghul (Liam Neeson จากภาคแรก) ที่มาแบบค่อนข้างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ถ้าคิดในแง่ดี ในฐานะหนังไตรภาค การโยงกลับไปถึงภาคแรกแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกเป็นการ
ปิดฉากไตรภาคได้ดีอยู่ แต่ก็ทำให้อดเสียดายไม่ได้ว่า การหักมุมนี้ทำให้ตัว เบน ดูด้อยไปถนัด
เพราะสุดท้าย เบนก็แค่ทำตามความต้องการของทาเลียเท่านั้นเอง แถมภูมิหลังที่เล่าในเรื่อง
(เด็กที่เกิดและโตในคุกจากความผิดของพ่อ)ซึ่งตรงกับภูมิหลังของเบนในหนังสือ ก็ดันยกให้เป็น
ภูมิหลังของทาเลียไปแทนอีก ตัวเบนเลยเสียมิติไปมาก (ถึงกระนั้นก็ยังดูดีกว่าเบนใน
Batman&Robin อยู่หลายขุมละนะ) ที่สำคัญสุดท้ายแล้ว ตัวทาเลียหลังเปิดเผยตัวก็แทบ
ไม่ได้ทำอะไรอยู่ดี ไอ้ที่จิ้มพุงแบทแมนไปนั่นก็ไม่เห็นจะมีผลอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวไปข้างต้นนี้อาจโต้แย้งได้ว่า หนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูน อะไรที่ไม่
สมเหตุสมผลก็มองๆข้ามไปบ้างก็ได้
ในกรณีทั่วๆไปผมก็คงเห็นด้วยครับ แต่สำหรับกรณีแบทแมนของโนแลน นั้นปูบรรยากาศ
ของเรื่องไว้สมจริงมากกว่าหนังฮีโร่เรื่องอื่นๆ (จนอาจจะมากเกินเหตุ) ซึ่งเอาจริงๆก็เป็นสิ่งที่
ผมตะหงิดๆมาตั้งแต่ Batman Begin แล้วล่ะ ทั้งเมืองก๊อทแธมที่ดูเป็นเมืองใหญ่ในอเมริกา
ธรรมดาๆ และตัวร้ายที่โดนลดระดับความโอเวอร์มาพอสมควร ซึ่งก็เหมาะสมกับฉากบ้านเมือง
ในเวอชั่นนี้อยู่นะ แต่พอปล่อยแบทแมนเข้าไปใน setting แบบนี้แล้ว เลยอดรู้สึกว่าตัวแบทแมน
โดดๆพิกล (อันที่จริงผมก็รู้สึกแบบเดียวกันนี้กับแคทวูแมนในภาคนี้นะ แต่รู้สึกหนังจะจงใจ
เลี่ยงที่จะเรียกเธอว่าแคทวูแมนในเรื่อง ก็เลยไม่สะดุดใจเท่าไหร่มั้ง) ซึ่งด้วยการสร้างบรรยากาศ
สมจริงแบบนี้แหละ ทำให้อะไรที่ไม่สมเหตุสมผลมันสะดุดตามากกว่าหนังฮีโร่อื่นๆ

การที่ผมรู้สึกว่าภาคก่อน (Dark Knight) มันโอเคมากๆ คิดว่าน่าจะเป็นเพราะ หนังเลือกที่
จะใช้บริการของโจ๊คเกอร์มาเป็นตัวร้ายนี่แหละ เพราะโจ๊คเกอร์ในหนังยังรักษาความ surreal
ของตัวละครเอาไว้ จึงถ่วงดุลย์กับตัวแบทแมนได้

จะว่าไป พล่ามมาได้ขนาดนี้นี่เอาจริงๆผมคงจะไม่ได้รู้สึกโอเคกับภาคนี้เท่าไหร่อย่างที่บอกไป
ข้างต้นแฮะ ยังไงถ้าบทความนี้ขวางหูขวางตาแฟนๆของคริสโตเฟอร์ โนแลนเข้า ก็อย่า
ตามากระทืบผมเลยนะ


จริงทีเดียว...
 

Comment

Comment:

Tweet

อย่างไห้หนังหน้าดูทำเองครับเชื่อผมคุณไม่ชอบทำเองเลย- -*

#5 By กำไข่ (103.7.57.18|101.108.40.176) on 2012-12-22 17:19

หนังออกจะดีถ้าเกิดบูดเว(ขอโทดเขียนไม่เปง)ต่อสู้มาเรื่อยๆแบทแมนก็คนนะมันก็เริมแก่หมดเรียวแรงบ้างสิต้องส่งต่อถูกแล้วสู้ไปเรื่อยๆก็แก่สู้เข้าไม่ได้อะดิ

#4 By กำไข่ (103.7.57.18|101.108.40.176) on 2012-12-22 17:17

เข้ามาดู

#3 By Johnnie on 2012-07-25 01:04

จุดที่เบลคถอดใจจากการเป็นตำรวจ เพราะผิดหวังจากการที่ได้รู้ว่า กอร์ดอนปกปิดเรื่องความลับของ ฮาร์วี่ เดนท์.... ด้วยความที่กอร์ดอนเป็นผู้รักษากฏหมายทำให้ต้องเลือกที่ต้องปกป้องไม่ให้ผู้คนสิ้นศรัทธาต่อผู้คุ้มครองกฏหมายคือ ฮาวี่ เดนท์.... ถ้าเบลคเป็นตำรวจต่อไป ก็อาจต้องทำแบบนี้เช่นกัน เค้าจึงไม่ศรัทธากับการเป็นตำรวจอีก เพื่อที่จะรักษาความถูกต้องที่จริงแท้ แม้ตัวเองจะต้องอยู่ในเงามืดแบบแบทแมน.... ส่วนอื่นไม่คอมเม้นท์ล่ะ เพราะบทภาพยนตร์นั้นเขียนขึ้นเพื่อให้คนได้ต่ยอดกันไปตามมุมมองอยู่แล้ว ก็แล้วแต่จินตนาการของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน ภาคนี้จะเน้นหนักเรื่ิองการหลุดพ้นจากความกลัว และความเจ็บปวดทุกเรื่องในอดีตของ แบทแมน/บรูซ มากกว่า.... จุดสังเกตดีๆคือตอนที่บรูซปีนจากคุกโดยไม่ได้ผูกเชือกเพื่อเซฟตัวเอง นั่นแทบเป็นการค้นพบที่ทำให้เค้าหลุดพ้นเลยทีเดียว อุปมาว่า การเป็นแบทแมนก็เพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่เค้ากลัวและเจ็บปวดกับมัน แต่ไม่ได้หมายความว่า ทำให้เค้าหลุดพ้นจากมัน.... เพราะฉะนั้นไม่น่าแปลกที่ตอนจบของเรื่อง เค้าจะดูมีความสุขที่ได้มีชีวิตแบบปกติ ไม่งั้นมันก็ไม่จบ 5555

#2 By Jowel (103.7.57.18|171.4.5.9) on 2012-07-22 10:06

ผมก็ว่าอยู่แล้ว ว่าแบทแมนภาคนี้มันห่วยๆไงไม่รุ
ผมลองไปอ่านในกระทู้พันทิป คนอวยเยอะมากกก อวยจนจ่าเบื่อ ทั้งๆที่หนัง บทอ่อนลงมาก หนักกว่า insomnia ไม่ดิ following ยังจะปูบทตัวละครได้อย่างชัดเจนหนักแน่นกว่าอีก เบนเป็นตัวร้ายที่มีบทเบาบางมาก ไม่เทียบกะโจ๊กละกัน เอาแค่ราชอัลกูล คือ แรงจูงใจมันไม่หนักแน่นพอ ไม่เหมือนกับ ราชอัลกูล ที่บอกว่า มนุษย์ มันก็เหมือนไวรัส มันกินใจผมมาก จนแอบเข้าข้างตัวโกงไปแว๊บนึง โจ๊กเกอร์เช่นกัน บางอย่างที่มันทำ ผมก็แอบเห็นด้วยแบบแปลกๆ
ฉากใต้อุโมงค์ มันก็ไม่พีคเท่าที่ควร คือมันเดาได้หมดแล้ว ไม่รู้สึกอารมณ์ร่วมอะไรเลย ตัวร้ายก็ค่อนข้างทำอะไรไร้เหตุผล (ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้) อย่าง 5 เดือนระเบิด ยื้อสงครามให้นานๆ เพื่อจะทรมานใจแบทแมน
ส่วนที่ผมคาดหวังจากหนังภาคนี้รองมาจาก ด้านบทแล้วก็คือ คติสอนใจ
ซึ่งแต่ละภาค เมื่อดูจบปุ๊บ จะต้องมีการคิดต่อยอดได้แน่นอน เช่นทำแบบนี้ถูกแล้วหรือ ถ้าเราเป็นคนที่อยู่ในเรือ จะทำยังไง บลาๆ
ผมละโคตรผิดหวังเลย ที่หนังแทบไม่ได้ฝากแนวคิดให้คนดูได้นั่งวิเคราะห์ เมื่อดูจบ ก็จบแล้วจบเลย
ไอ้จุดนี้ละ ทีมันแพ้ อเวนเจอร์อย่างขาดลอย เหมือนตอนเราเป็นเด็กๆ คงจะเคยจินตนาการเป็นฮีโร่ในแก๊งอเวนเจอร์ซักตัวนึง ซึ่งมันจะจินตนาการตามได้อย่างง่ายดาย
แต่จินตนาการตาม แบทแมน กะ แคทวูแมนในภาคนี้ แทบจะจินตนาการไม่ออก หนังไม่มีส่วนที่น่าจดจำ เพราะมันไม่สุดซักด้านนั่นเอง
ผมยังคิดว่า หนังเรื่องนี้มันสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้ มันดูตามสูตรสำเร็จไป บริษัทพระเอก สร้างแหล่งพลังงาน ศัตรูเอาพลังงานไปทำชนวนระเบิด พระเอกตามแก้ พลอตมันก็มีแค่นี้ เหอะๆ
ความไม่สมเหตสมผลในหลายๆด้าน บวกกับการคาดหวังไว้สูง มันจะทำให้หนังเรื่องนี้ เป็นรอยด่างพร้อยในตัวโนแลน เห้อ เศร้า... ลุงค่าตัวตกละงานนี้

#1 By Om_Duel (103.7.57.18|202.12.74.161) on 2012-07-21 23:12