ความรู้สึกตอนที่อ่านหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้จบ....
มึนสัด เหนื่อยเฮี่ย

ความรู้สึกตอนที่ดูหนังเรื่องนี้จบ....
็ มึนสัด เหนื่อยเฮี่ย

เออ แสดงว่าหนังมันก็ทำได้อารมณ์ตามการ์ตูนดีนะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะ Watchmen ถึงแม้จะเป็นการ์ตูนที่มีความยาวจัดว่ากะทัดรัด
เมื่อเทียบกับการ์ตูนอเมริกันอื่นๆ แต่เนื้อหามันมากมายเหลือเกิน มิติของเรื่องก็มี
เยอะ ทำให้การอ่านเรื่องนี้มันเหมือนการรับสารปริมาณมากผ่านทางรูแคบๆ
ในเวลาไม่เยอะ ทำให้หัวมึนเอาได้ง่ายๆ

ฉบับภาพยนตร์นี้ ต้องยอมรับว่าถอดความจากฉบับการ์ตูนมาเที่ยงตรงมาก
ถึงแม้จะต้องมีการตัดรายละเอียดแวดล้อมในหลายๆจุดไป แต่ก็คงช่วยไม่ได้
เพราะแค่นี้สำหรับเวลาแค่ 2 ชม. 40 นาทีกว่าๆ ก็ถือว่าเป็นการเล่าเนื้อหาที่มาก
เอาการ

Watchmen เล่าเรื่องในปี 1985 ในโลกสมมุติซึ่งอเมริกาเป็นฝ่ายชนะในสงคราม
เวียดนาม และริชาร์ด นิคสันได้เป็นปธน. ติดต่อกัน 4 สมัย สงครามเย็นกำลังคุกรุ่น
โดยอเมริกาเป็นฝ่ายได้เปรียบ และการประพฤติตัวเป็นฮีโร่สวมหน้ากากจัดเป็น
เรื่องผิดกฎหมาย จึงมีเพียงฮีโร่ที่ทำสัญญากับรัฐบาลไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่

เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ The Comedian ฮีโร่สังกัดรัฐบาลวัยดึกคนนึงถูกฆ่าตายอย่างอุกอาจ
โดยไม่ทราบสาเหตุ Rorschach ฮีโร่หัวรุนแรงนอกคอกจึงเริ่มทำการสอบสวนหาสาเหตุ
ซึ่งในระหว่างการสืบสวน ทั้งอดีตฮีโร่และอดีตเหล่าร้ายต่างก็ค่อยๆถูกฆ่าตายกันอย่างต่อเนื่อง
โดยมีฉากหลังเป็นโลกในยุดสงครามเย็นที่ใกล้จะปะทุเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 จริงๆเข้าไปทุกที
(อนึ่ง Rorschach เป็นชื่อของแบบทดสอบทางจิตวิทยาที่เป็นภาพหยดหมึกที่สมมาตรกัน แล้ว
ถามว่ามองเห็นเป็นอะไรนั่นแหละครับ)

โลกในเรื่อง จัดว่าอยู่ตรงกลางระหว่างโลกในจักรวาล DC ตามปกติ และโลกแห่งความเป็นจริง
เหล่าฮีโร่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีพลังพิเศษ ยกเว้นไม่กี่คน(จริงๆก็คนเดียว) โดยหนึ่งในแนวคิดของเรื่อง
ก็คือการจับให้ฮีโร่มาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง(หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียง) และลองดูว่าพวก
เขาจะมีอิทธิพลอย่างไร



ตัวหนังตรงตามฉบับการ์ตูนค่อนข้างมาก ทั้งเนื้อหาหลัก และลำดับการเล่าเรื่อง ถึงจะ
น่าเสียดาย ที่ sub plot ที่น่าสนใจหลายๆจุดต้องถูกตัดทิ้งไป แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการตัดสินใจ
ตัดที่เข้าท่าดี ซึ่งไม่ทำให้เนื้อเรื่องหลักคลาดเคลื่อนไปมาก

ที่น่าสนใจที่สุดคือฉากจบ ที่หนังตัดสินใจเปลี่ยนจุดสำคัญๆไปอย่างมาก ถึงจะยังคงรักษา
concept เดิมไว้ก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมกลับรู้สึกว่ามันเมคเซ้นส์ยิ่งกว่าฉบับการ์ตูนซะอีก

น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างเหมือนฮีโร่อื่นๆ อาจเป็นเพราะเนื้อหาค่อนข้างสั้น
ไม่ยาวนานต่อเนื่อง(จนเละ) และมีการทำการตลาดมากมายเหมือนฮีโร่อื่นๆ แต่ในหมู่ กี๊กๆ
เนิร์ดๆ เรื่องจัดว่าขึ้นหึ้งได้เลยทีเดียว บางคนถึงขั้นเปรียบว่าเป็น Citizen Kane แห่งวงการ
การ์ตูนเลย (ไม่เคยดู Citizen Kane แฮะ มันแจ๋วงั้นเชียว) เมื่อปี 2005 ที่นิตยสาร Time's
จัดอันดับ 100 วรรณกรรมยอดเยี่ยมตั้งแต่ปี 1923 เรื่องนี้ก็ดันเป็นการ์ตูนเรื่องเดียวที่หลุด
เข้าไปติดอันดับกับเขา ในอเมริกา ตัวหนังจึงมีกระแสอยู่พอควร

สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่อะไรเรื่องนี้ ถ้าหากรู้สึกแหยงๆว่าไม่มีพื้นมาก่อนจะดูไม่อิน
ตรงนี้ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องนี้มันจบในตัว เหตุการณ์ก่อนหลังอะไรมันเล่าอยู่ในเรื่องหมดแล้ว

ถ้าจะมีจุดที่ติดใจอยู่บ้าง ก็คงเป็นซาวด์แทรคประกอบ ที่หลายๆจุดรู้สึกแหม่งๆอย่างแรง
หรือบางจุดก็ถึงขั้นน่ารำคาญเลย

รูปนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับหนังหรอก แต่เห็นว่าตลกดี

โดยรวมเรื่องนี้เป็นการดัดแปลงหนังสือการ์ตูนมาเป็นหนังได้ดีเรื่องนึง ทั้งๆที่น่าจะเป็นเรื่อง
ที่ทำได้ยาก แต่โดยรวมเนื้อหาก็ครบถ้วน แถมยังมีจุดไคลแมคส์ที่ถูกดัดแปลงได้อย่างน่าสนใจ
ดังนั้นคนที่รู้จักเรื่องนี้อยู่แล้วก็คงไม่ผิดหวัง ส่วนคนที่ไม่เคยเห็น ก็อยากให้ลองดูครับ จริงๆก็อยากฟัง
ความเห็นของคนที่เข้าไปดูโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่เหมือนกัน

คำเตือน เนื้อหาเรื่องนี้ค่อนข้างหนัก และเต็มไปด้วยความรุนแรง ไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน
ด้วยประการทั้งปวง


ปล. ต่อจากนี้เป็นคำบ่นยิบๆย่อยๆของผม ซึ่งอาจมีการเปิดเผยจุดสำคัญซึ่งทำให้การรับชม
เสียอรรถรส (spoil) ถ้าสนใจกรุณาลากแถบ hilight เพื่ออ่านครับ

- ตัวRorschach ซึ่งบทพูดเต็มไปด้วย punch line พอเป็นหนังตัวเป็นๆแล้วเท่ขึ้นจม

- Dr. Manhattan ก็ด้วย เป็นหนังแล้วดูคุกคามขึ้น มากๆ

- Silk Spectre รุ่น2 สวยดีอะ

- Silhouete ก็เท่ เสียดายที่โผล่น้อยชะมัด

- เสียดายที่หนังตัดในส่วนของตัวละครคนเดินดินทั่วๆไป เช่น คนขายหนังสือพิมพ์กับเด็ก หรือ
จิตแพทย์กับภรรยาทำให้ฉากระเบิดตอนท้าย impact ลดไปมาก

- ฉากที่รอชชาร์ค "จัดการ" กับฆาตกรฆ่าเด็กนี่รู้สึกผิดหวังนิดหน่อย
  ใช้ปังตอจามหัวนี่มันดูสะใจดีก็จริง แต่ถ้าเทียบกันแล้ว การราดน้ำมัน
  แล้วเผาทั้งเป็นตามต้นฉบับนี่มันน่าจะทรมานและสาสมกว่านะผมว่า


- อีกอย่างนึงคือหนังไม่ค่อยเล่นกับตัวจริงของ Rorschach เลย ในการ์ตูนยังเห็นหมอนี่เป็นพักๆ
แต่ในหนังกลับโผล่มาเล็กๆเอง ถึงไม่สำคัญกับเนื้อเรื่องแต่ผมว่ามันก็เป็นจุดที่สนุกนะ
(ตัวจริงของเขาคือผู้ชายเพี้ยนๆ ที่เดินถือป้ายไปมาในช่วงต้นๆเรื่องกับยืนอยู่หน้าสุสาน
นั่นแหละครับ)

- ถ้าไม่นับ ดร.แมนฮัทตัน ผมว่ารอชชาร์คเป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์
น้อยที่สุดแล้ว ซึ่งก็น่าเศร้าที่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้เขาตายกลับเป็น มนุษยธรรมของเขาเอง


- ตอนจบของหนังที่เปลี่ยนไป น่าสนใจจริงๆ เพราะสามารถใช้ประโยชน์จากตัวละคร Dr. Manhattan
ได้คุ้มขึ้นเยอะ เพราะเดิมที ตัวละครนี้สร้างขึ้นมาเป็นตัวแทนของซุปเปอร์แมน (แบบเดียวกับที่
NiteOwl เป็นตัวแทนของแบทแมน) ซึ่งเป็นลักษณะของตัวละคร omnipotent ที่อยู่เหนือล้ำขึ้นไป
ลักษณะคล้ายๆ savior หรือพระผู้ช่วยอะไรลักษณะนั้น (ไม่ใช่ ศจ. ชาร์ล เซเวียร์ นา) ดังนั้นการ
โทษทุกสิ่งไปที่ Dr. Manhattan แล้วทิ้งท้ายว่าเขาเฝ้าดูอยู่ จึงยิ่งเป็นการย้ำคอนเสปท์ตรงนี้มากขึ้น
และน่าจะได้ผลดีกว่า มุกปลาหมึกต่างดาวระเบิดละนะ เพราะอันหลังนี่มันต้องใช้เวลาเล่าที่มา
เยอะด้วย เปลี่ยนตรงนี้ไปก็ลดเวลาได้โขเลย

Trailer ครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

หนังแปลกจริงจังแหะ...

#1 By Minpanda on 2009-03-09 07:57

ว่าแต่ป้อมนี่ดูแต่หนังแปลกๆ นะคะ -0-

#2 By Minpanda on 2009-03-09 07:58

ถ้าถามผมว่า Hero ในเรื่องใด เก่งที่สุด
Dr.Manhattan คงอยู่ในรายชื่อในอันดับต้นๆ
หรือจะอันดับหนึ่ง

*ในเรื่องตกลงว่า เขาจะ ให้ DR. เปรียบเสมือนเพระเจ้า
ใช่หรือป่าวครับ ?
ที่จะพยายามประชดว่าใครใครก็โทษพระเจ้า และ
ไม่แน่พระเจ้าอาจจะลงโทษคุณเอง

#3 By Labbb on 2009-09-14 00:09