ข้อความต่อจากนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ Godzilla (2014)
จึงแจ้งมาเพื่อทราบ










สิ่งที่ชอบ

    1. วิธีนำเสนอ หนังไม่ได้โฟกัสไปที่การต่อสู้ และการอาละวาดของสัตว์ประหลาด
ทั้งหลายแต่โฟกัสไปที่ผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมว่าทำได้ดี และหนังสร้าง
บรรยากาศให้รู้สึกถึงภัยคุกคามจากสัตว์ยักษ์พวกนี้ได้ตลอดทั้งเรื่อง แม้เราจะแทบไม่เห็น
ตัวพวกมันสักเท่าไหร่ แต่ใช้วิธีแสดงให้เห็นจากผลกระทบที่มีกับผู้คนทั่วไป และผลลัพธ์
หลังจากการอาละวาด (หรือบางทีก็แค่การเดินผ่าน) ของพวกมันมากกว่า
    อย่างไรก็ตาม จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของผู้ชมแต่ละท่าน สำหรับผู้ที่เข้าไปชมโดย
คิดว่าเป็นหนึ่งภาค ในแฟรนไชส์ก๊อดซิลล่าที่สร้างต่อเนื่องมาเนิ่นนาน ซึ่งอาจจะคาดหวังว่าจะได้ดูฉาก
สัตว์ประหลาดอาละวาดซัดกันนัวเนียพัลวันก็คงจะผิดหวังกัน แต่ถ้าคิดว่าเป็นภาคที่เป็นการรีบู๊ท
แฟรนไชส์ เป็นการแนะนำคาแรคเตอร์ตัวนี้ใหม่อีกรอบ การกั๊กตัวสัตว์ประหลาดและที่มาที่ไปไว้
ให้ปรากฏมาแต่น้อยก็ดูจะสมเหตุสมผลอยู่

    2. ไม่มีมุกตลกและตัวร้ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่นิยมกันมากในหนังหายนะทั้งหลาย
ของฮอลลีวู้ด ซึ่งไม่ได้ให้อะไรกับเรื่องเลย นอกจากทำลายอารมณ์ร่วมที่มีกับหนัง ทำนองว่า
โลกจะแตกมิแตกแหล่อยู่แล้วยังจะมาตั้งแง่อะไรกันอีก หรือตัวละครตลกตามพระ
ทั้งหลายที่ยัดเบียดเข้ามาอย่างผิดที่ผิดทางท่ามกลางกลุ่มตัวละครที่ไม่น่าจะได้อานิสงส์อะไร
จากตัวละครประเภทนี้ เช่นทหารหน่วยรบพิเศษโคดเก่ง หรือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ เป็นต้น
    แน่นอนว่าในความเป็นจริง ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน พฤติกรรมเฮงซวย หรือ
ไม่เข้าท่าเข้าทางของคนบางคน โดยเฉพาะผู้มีอำนาจก็อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในกรณีของหนัง
ถ้าพฤติกรรมนั้นๆจะไปทำลายอารมณ์ร่วมไป การที่ไม่มีก็อาจจะดีกว่า
    สำหรับหนังก๊อดซิลล่าภาคนี้ อย่างน้อยก็ยังให้ความรู้สึกว่าทุกคนมีศัตรูร่วมกัน รับมือ
กับภัยพิบัติร่วมกัน แม้จะมีข้อขัดแย้งกันบ้าง ทำให้รู้สึกถึงความซีเรียสของภัยคุกคามนี้ได้ดีกว่า

    3. ก๊อดซิลล่าเจ้าเนื้อ ดูคุกคามดี และเน้นความแตกต่างกับสัตว์ประหลาดคู่ปรับ
ที่ดูคล่องแคล่วได้ดีด้วย


เก๊ตเตอร์อ้วน อีกหนึ่งตัวอย่างของอะไรที่อ้วนแล้วเท่เป็นบ้า

    4. ใช้ lens flare แต่พอดี (ไชโย ความชอบส่วนตัว)

สิ่งที่ไม่ชอบ
    1. ใช้ตัวละคร โจ โบรดี้ (พ่อ-ไบรอัน แครนสตัน)ไม่คุ้ม
ผมรับได้กับการที่ตัวละครตัวนี้จะตายตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่ผมว่าคงจะดีกว่า ถ้าความตายของ
ตัวละครนี้จะมีอิทธิพลกับเนื้อเรื่องมากกว่านี้ เช่น ให้เงื่อนงำของตัวสัตว์ประหลาดมากกว่านี้
หรือเป็นแรงขับดันให้กับพระเอกอย่างชัดเจนกว่า
    ตรงนี้อาจเป็นเพราะผมชื่นชอบนักแสดงคนนี้เป็นการส่วนตัวด้วย เลยอยากให้บท
ของแกมีความสำคัญมากกว่านี้ก็เป็นได้
   
    2. การตัดสินใจบางอย่างช่วงท้ายที่ดูง่ายไปหน่อย
ตรงนี้หมายถึงการตัดสินใจแบกหัวรบนิวเคลียร์ไปขึ้นเรือ ด้วยเหตุผลว่าเปิดฝาไม่ออก
ทั้งที่การพยายามเปิดฝาและปลดชนวนระเบิดตรงนั้น น่าจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุผลกว่า
อย่างไรซะทีมปลดชนวนระเบิดก็น่าจะมีอุปกรณ์เพื่อการนี้อยู่แล้ว อย่างไรซะ หัวรบนิวเคลียร์
ก็ไม่น่าจะถูกออกแบบมาให้ทำงานด้วยความร้อนและแรงกระแทกแค่นั้นอยู่แล้ว

    3. ตอนจบที่คล้ายจะบอกว่าก๊อดซิลล่าเป็นฝ่ายธรรมะเต็มตัว โดยส่วนตัวอยากจะ
ให้ทิ้งว่าจุดยืนของหมอนี่ยังคลุมเครืออยู่มากกว่า
    อนึ่ง ผู้กำกับให้สัมภาษณ์ว่าก๊อดซิลล่าฉบับนี้เป็นตัวแทนของธรรมชาติที่พยายาม
จะรักษาสมดุลย์ของสิ่งต่างๆ และถ้าธรรมชาติเอาจริงขึ้นมา มนุษย์ก็คงไม่มีทางเอาชนะได้

สำหรับประเด็นที่บางคนรู้สึกว่าความดราม่าของครอบครัวพระเอกน้อยไปหน่อยนั้น ผมกลับ
โอเคกับมันแฮะ รู้สึกไม่น่ารำคาญดี และสถานการณ์แบบนั้น จะติดต่อหรือเดินทางไปหากัน
มันก็คงไม่ใช่ง่ายๆอยู่แล้ว

สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ ถ้าเกิดหนังทำเงินได้เป็นที่น่าพอใจของนายทุน และจะมีภาคต่อ
หนังจะนำเสนอก๊อดซิลล่าอย่างไรหลังจากแสดงจุดยืนของมันแบบกลายๆแล้ว
- เป็นหนังสัตว์หลาดตีกันเต็มรูปแบบ ?
- ก๊อดซิลล่า ปะทะ มนุษย์ โดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพราะมีมนุษย์ตัวร้ายกลุ่มนึงมีแผนการ
  เลวร้ายอะไรสักอย่างกับธรรมชาติ อะไรทำนองนี้ ?
- สัตว์ประหลาดใหม่อาละวาด แต่ก๊อดซิลล่าไม่โผล่ แล้วก็ต้องมาสืบกันว่าหมอนี่หายไปไหน ?
ฯลฯ



...ทำไมอัลเฟรดถึงรู้จักกางร่มอยู่คนเดียว....

บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ Dark Knight Rises
จึงแจ้งมาเพื่อทราบล่วงหน้า

-
-
-
-
-
-
-
-

ก่อนอื่นที่แฟนๆของแบทแมนโนแลนจะมารุมประนามหยามเหยียดผม ขอออกตัวก่อนว่า
ผมไม่ได้จะว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดีนะ ถ้าถามความรู้สึกหลังจากได้ดูว่าค่อนไปทางไหน ก็ตอบได้
เต็มปากว่าค่อนไปทางบวกละครับ แต่น่าจะเป็นเพราะความคาดหวังที่ค่อนข้างมาก
เนื่องจากหนังภาคที่แล้วมันโอเคมากๆ สำหรับผม พอมาดูภาคนี้แล้วเวลาสะดุดตรงนั้นตรงนี้
มันเลยรู้สึกติดขัดมากกว่าปกติ ซึ่งจะขอเขียนเป็นประเด็นๆไปแล้วกัน

อย่างแรกที่รู้สึกคือ มีหลายๆจุดที่รู้สึกว่าหนังยัดเยียดเข้ามาเกินความจำเป็นพิกล
อันแรกคือฉากจบ ที่ผมว่าแฮปปี้เกินเหตุ อันที่จริง การจบโดยทิ้งไว้ให้แบทแมนตายนั้น ผมว่ามันก็
สมบูรณ์ดีอยู่ การให้บรูซเวย์น หนีตามไปกับเซลิน่า ไคล์(แคทวูแมน) นั้น ผมว่าเป็นอะไรที่หลุด
คาแรคเตอร์มากๆ เพราะโดยคาแรคเตอร์ดั้งเดิม และตัวหนังภาคก่อนๆ ได้ปูเรื่องมาให้เห็นว่า
บรูซเวย์นนั้น อุทิศตัวให้กับหน้าที่ของแบทแมนอย่างมาก เรียกว่าถ้าไม่จำเป็นนี่ก็อยากจะทิ้งตัวตน
ของบรูซเวย์นไปเลยด้วยซ้ำ ทำให้ผมรู้สึกว่าตอนจบแบบนี้ไม่เข้ากับคาแรคเตอร์อย่างแรง

โอเคล่ะ เรื่องนี้ อาจจะแย้งได้หลายประเด็น เช่น เป็นการแสดงให้เห็นถึงการปล่อยวาง
และการก้าวต่อไปในชีวิต แต่แบทแมนเป็นแบทแมนก็เพราะเขาไม่อาจปล่อยวางได้ไม่ใช่เหรอ
เพราะโศกนาฏกรรมในวัยเด็กของเขา กลายเป็นแรงขับของเขาที่ไม่ต้องการให้เกิดโศกนาฏกรรม
แบบเดียวกับคนอื่นนี่แหละ เขาถึงเป็นมาแบทแมน และสาเหตุที่ไม่เคยมีการแต่งเรื่องให้จับ
ตัวคนร้ายที่สังหารพ่อแม่ของบรูซเวย์นได้ ก็เพราะต้องการให้แรงขับนี้คงอยู่ตลอดไปนี่แหละ

หรืออาจจะแย้งได้อีกว่าต้องการพูดถึงประเด็นที่แบทแมนกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์
และมีการส่งต่อกันได้ อย่างที่มีการเกริ่นในภาคที่แล้ว แล้วก็มาเน้นย้ำอีกทีในภาคนี้
โอเค ประเด็นนี้เข้าท่านะ ตัวละครตำรวจ จอห์น เบลค นี้ก็ปูมาเข้าท่าดี มีปมอดีตคล้ายๆกัน
เป็นคนไฟแรง มีอุดมการณ์อีก แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้ผมรู้สึกโดนยัดเยียดอีกนั่นแหละ
ทั้งเรื่องปมอดีตของเบลคที่เล่าอย่างฉาบฉวย และจุดแตกหักที่ทำให้เบลคถอดใจจาก
การเป็นตำรวจในตอนจบ ซึ่งผมว่าดูทั้งเรื่องก็ไม่มีการพูดถึงจุดนี้เลยนะ มีแค่ตอนท้ายเรื่อง
ที่จะขนเด็กๆข้ามสะพานไปนิดเดียวจริงๆ แล้วการที่เบลครู้ตัวจริงของแบทแมนนี่ผมว่า
มันง่ายไปหน่อยนะ

ถึงที่สุดแล้ว ผมไม่รู้สึกว่าหนังเล่าถึงการปลดระวางของเวย์น และการเลือกเบลคมารับหน้าที่
แทนได้มีน้ำหนักเท่าที่ควร (แถมตอนท้ายที่บอกว่าเบลคชื่อจริงว่าโรบินก็ตลกๆพิกล)

หลังจากส่วนที่รู้สึกว่าโดนยัดเยียด ก็มีมาถึงส่วนที่รู้สึกว่าขาดๆเกินๆ
อันดับแรก คืออาการบาดเจ็บของบรูซ เวย์น ไอ้ที่เป๋ตอนแรกๆมันมาจากไหน ตอนจบภาคที่แล้ว
ผมก็จำได้ว่าแบทแมนวิ่งปร๋อเลยนะ
เอาล่ะ อาจจะอนุมานได้ว่า มีเหตุการณ์ระหว่างภาค 2กับ3 ที่ทำให้แบทแมนบาดเจ็บจนต้อง
ปลดระวางจากการทำหน้าที่ไป แต่ถ้าจะใส่ตรงนี้เข้ามา แล้วก็แก้ไขด้วยการใส่ที่ดามแล้วจบ
เลยนี่ ผมว่ามันรวบรัดไปหน่อยนะ
แล้วยังฉากเด็ด เบน หักหลักแบทแมน (ตามตัวอักษร) ตรงจุดนี้ ในหนังสือเป็นเหตุการณ์
ที่สำคัญพอสมควร(ช่วงเหตุการณ์ Knightfall) เพราะมันทำให้แบทแมนหมดสภาพไป
ระยะนึง จนต้องให้ Azrael(ตัวละครรองในหนังสือการ์ตูน เป็นมือสังหารที่สืบทอดกันมา
หลายรุ่น อนึ่ง ตัวละครที่ใช้ฉายานี้ในจักรวาลDC มีหลายคนครับ) มาทำหน้าที่แทนนาน
พอควรเลย แต่ในหนัง อาการหลังหัก รักษาได้ในคุกแดนกันดารโดยแทบไม่มีอุปกรณ์
อะไรเลย(นอกจากเชือกและเพดาน และสังเกตว่าตอนนี้ รู้สึกว่าเหล็กดามขาจะหายไปแล้ว)
และหายสนิทในเวลาแค่ไม่กี่เดือน เลยรู้สึกเหมือนกับว่า ฉากหักหลังนี่ใส่มาเอาใจแฟน
หนังสือเฉยๆพิกล

พูดถึงฉากคุก นี่เป็นฉากที่ขัดใจผมมากในหลายๆความหมาย
เข้าใจละ ว่ามันน่าจะเป็นสัญลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการตกอับ การปลดปล่อย การเกิดใหม่
การก้าวไปสู่แสงสว่างอะไรเทือกนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฉากนี้ก็เป็นฉากที่ผมดูแล้วรู้สึกไม่
เมคเซ้นส์เอามากๆ
ทั้งคุกที่ไม่มีผู้คุมให้เห็นแม้แต่คนเดียว ทั้งลูกกรงเหล็กที่มีไปงั้นๆ เพราะถึงเวลาใครจะปีนหนี
นักโทษทั้งหลายก็ออกมายืนเชียร์เย้วๆกันสนุกสนานไม่มีใครมาห้ามอยู่ดี ที่สำคัญ
พอบรูซ เวย์นปีนขึ้นมาได้ก็มีกองเชือกวางอยู่อย่างพอดิบพอดีให้โยนลงไปให้คนอื่นอีก
ตะหาก พอมาคิดๆดูนี่ยังงงๆกับตัวเองเลยว่า ตกลงฉากคุกนี่มันเกิดขึ้นจริง หรือเป็นอุปมา
ทั้งหมดกันแน่

สิ่งที่น่าเสียดายอีกอย่างก็คือตัวอัลเฟรดครับ อัลเฟรดฉบับไมเคิล เคนนี่ผมว่าออกจะเป็น
ตัวละครที่น่าสนใจนะ แต่พอมาภาคนี้ บทลุงนี่แทบออกมาเพื่อร้องไห้อย่างเดียวเลย
คือโดนไล่ออกแล้วก็หายไปโดยสิ้นเชิง แล้วก็โผล่มาร้องไห้หน้าหลุมศพอีกทีตอนจบเลย
ทั้งที่น่าจะมีบทบาทมากกว่านี้ แล้วการที่อยู่ๆก็โพล่งเรื่องจดหมายของราเชลที่ตัวเอง
เผาทิ้งไปกับมือในภาคที่แล้วนี่ผมว่าหลุดคาแรคเตอร์มากๆเลย การที่อัลเฟรดตัดสินใจ
เก็บเรื่องของราเชลไว้กับตัวนี่ ผมว่ามันเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญและเป็นการกระทำ
ที่บ่งบอกตัวตนของอัลเฟรดได้ดีมาก แต่การโพล่งออกไปนี่กลับเป็นการทำให้การตัดสินใจนั้น
แทบจะหมดความหมายไปเลย

มาถึงการก่อการร้ายในเรื่อง ที่ต้องยอมรับว่าดูอหังการและน่าสะพรึงกลัวสมศักดิ์ศรี
หนังไตรภาคนี้ (การตัดขาดเมืองก๊อทแธมจากภายนอก ซึ่งใกล้เคียงกับเหตุการณ์ในหนังสือ
ช่วง No Man's Land เพียงแต่ในหนังสือเกิดจากแผ่นดินไหวแทน) ซึ่งในหนังก็ปูบรรยากาศ
ของเมืองก๊อทแธมในช่วงนี้ได้น่าสนใจ แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับแทบไม่มีการเล่าถึงสภาพ
ในเมืองช่วงนี้เลย นอกจากฉากศาล(เตี้ย) ซึ่งจริงๆก็ไม่ถึงกับเสียหายอะไร แต่ผมว่ามัน
น่าเสียดายน่ะ ไหนๆ ปูมาแล้ว และน่าจะเป็นฉากแบบที่ ผกก. ถนัดด้วย พวกตำรวจที่
ติดอยู่ใต้ดินก็ดูจะได้รับการส่งเสบียงและดูแลตัวเองกันได้อย่างดี ถึงขนาดที่พอหลุดออกมา
ก็วิ่งปร๋อออกมาลุยกันได้ทันทีไม่มีอ่อนระโหยอะไรกันเลย โดยส่วนตัวผมว่าตรงนี้คงเพราะ
เรื่องความยาวของหนัง ซึ่งถ้าใส่ฉากพวกนี้เข้ามาด้วยก็คงจะทำให้ภาคนี้ที่ยาวอยู่แล้ว
ยาวออกไปอีกเยอะ

แล้วก็มาถึงฉากสำคัญ การเปิดเผยตัวการร้ายที่แท้จริงของเรื่อง Talia Al Ghul ลูกสาว
ของ Ra's Al Ghul (Liam Neeson จากภาคแรก) ที่มาแบบค่อนข้างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ถ้าคิดในแง่ดี ในฐานะหนังไตรภาค การโยงกลับไปถึงภาคแรกแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกเป็นการ
ปิดฉากไตรภาคได้ดีอยู่ แต่ก็ทำให้อดเสียดายไม่ได้ว่า การหักมุมนี้ทำให้ตัว เบน ดูด้อยไปถนัด
เพราะสุดท้าย เบนก็แค่ทำตามความต้องการของทาเลียเท่านั้นเอง แถมภูมิหลังที่เล่าในเรื่อง
(เด็กที่เกิดและโตในคุกจากความผิดของพ่อ)ซึ่งตรงกับภูมิหลังของเบนในหนังสือ ก็ดันยกให้เป็น
ภูมิหลังของทาเลียไปแทนอีก ตัวเบนเลยเสียมิติไปมาก (ถึงกระนั้นก็ยังดูดีกว่าเบนใน
Batman&Robin อยู่หลายขุมละนะ) ที่สำคัญสุดท้ายแล้ว ตัวทาเลียหลังเปิดเผยตัวก็แทบ
ไม่ได้ทำอะไรอยู่ดี ไอ้ที่จิ้มพุงแบทแมนไปนั่นก็ไม่เห็นจะมีผลอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวไปข้างต้นนี้อาจโต้แย้งได้ว่า หนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูน อะไรที่ไม่
สมเหตุสมผลก็มองๆข้ามไปบ้างก็ได้
ในกรณีทั่วๆไปผมก็คงเห็นด้วยครับ แต่สำหรับกรณีแบทแมนของโนแลน นั้นปูบรรยากาศ
ของเรื่องไว้สมจริงมากกว่าหนังฮีโร่เรื่องอื่นๆ (จนอาจจะมากเกินเหตุ) ซึ่งเอาจริงๆก็เป็นสิ่งที่
ผมตะหงิดๆมาตั้งแต่ Batman Begin แล้วล่ะ ทั้งเมืองก๊อทแธมที่ดูเป็นเมืองใหญ่ในอเมริกา
ธรรมดาๆ และตัวร้ายที่โดนลดระดับความโอเวอร์มาพอสมควร ซึ่งก็เหมาะสมกับฉากบ้านเมือง
ในเวอชั่นนี้อยู่นะ แต่พอปล่อยแบทแมนเข้าไปใน setting แบบนี้แล้ว เลยอดรู้สึกว่าตัวแบทแมน
โดดๆพิกล (อันที่จริงผมก็รู้สึกแบบเดียวกันนี้กับแคทวูแมนในภาคนี้นะ แต่รู้สึกหนังจะจงใจ
เลี่ยงที่จะเรียกเธอว่าแคทวูแมนในเรื่อง ก็เลยไม่สะดุดใจเท่าไหร่มั้ง) ซึ่งด้วยการสร้างบรรยากาศ
สมจริงแบบนี้แหละ ทำให้อะไรที่ไม่สมเหตุสมผลมันสะดุดตามากกว่าหนังฮีโร่อื่นๆ

การที่ผมรู้สึกว่าภาคก่อน (Dark Knight) มันโอเคมากๆ คิดว่าน่าจะเป็นเพราะ หนังเลือกที่
จะใช้บริการของโจ๊คเกอร์มาเป็นตัวร้ายนี่แหละ เพราะโจ๊คเกอร์ในหนังยังรักษาความ surreal
ของตัวละครเอาไว้ จึงถ่วงดุลย์กับตัวแบทแมนได้

จะว่าไป พล่ามมาได้ขนาดนี้นี่เอาจริงๆผมคงจะไม่ได้รู้สึกโอเคกับภาคนี้เท่าไหร่อย่างที่บอกไป
ข้างต้นแฮะ ยังไงถ้าบทความนี้ขวางหูขวางตาแฟนๆของคริสโตเฟอร์ โนแลนเข้า ก็อย่า
ตามากระทืบผมเลยนะ


จริงทีเดียว...
 

Casshern Sins : remember, you are mortal...

posted on 24 Jun 2011 01:41 by saranblog in Reviews
 

memento mori = remember you are mortal, remember your mortality หรืออื่นๆ
สุดแล้วแต่จะแปล วลีภาษาลาตินเกร่อๆ ที่หลายๆคนคงได้เห็นกันมาจนเอียน
จากสื่อต่างๆ แต่ด้วยความหมายที่ยังเป็นความจริงอยู่เสมอ วลีนี้จึงยังคงถูกอ้างอิง
เสมอมา

เพราะมีความตาย ชีวิตจึงมีค่า
เพราะมีจุดสิ้นสุด ช่วงเวลานั้นจึงน่าจดจำ
เพราะมีการสิ้นสลาย ตัวตนนั้นจึงมีความหมาย
 
 
แคชเชิร์น หุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ที่ตื่นขึ้นมาในโลกที่กำลังล่มสลาย มนุษย์ที่หลง
เหลืออยู่เพียงน้อยต่างขาดความสามารถในการสืบพันธุ์ เหล่าหุ่นยนต์ซึ่งควรจะมี
ช่วงอายุยืนยาวกลับผุพังลงอย่างรวดเร็วด้วยสิ่งที่เรียกว่า "การเสื่อมสลาย" (อนึ่ง
อันนี้ผมกล้อมแกล้มแปลเอาเอง อาจไม่ใช่คำที่เหมาะสมเท่าไหร่ ต้นฉบับญี่ปุ่นใช้
คำว่า 滅び:horobi ฉบับภาษาอังกฤษใช้คำว่า ruin ) ซึ่งในเรื่องแสดงให้เห็น
เป็นรูปธรรมในลักษณะคล้ายๆกับสนิม แต่มีความเร็วในการกัดกินสูงกว่ามาก

ตัวเขาไม่มีความทรงจำใดๆเหลืออยู่ แม้แต่ชื่อของตัวเอง แต่สิ่งที่ผู้คนรอบข้าง
ย้ำเตือนเขาอยู่เสมอคือ เขาคือผู้ที่ทำให้โลกตกอยู่ในสภาพนี้ และเขาต้องชดใช้
ประกอบกับข่าวลือแปลกๆที่กระจายไปทั่วในหมู่หุ่นยนต์ที่ยังหลงเหลืออยู่ว่
 ถ้าหากฆ่าแคชเชิร์นลงได้ "การเสื่อมสลาย" นี้จะหยุดลง และถ้าผู้ใดได้กินเนื้อ
ของแคชเชิร์น ก็ยังจะได้ชีวิตอมตะมาครอบครองอีกด้วย เขาจึงตกเป็นเป้าหมาย
ของหุ่นยนต์ที่ยังคงเหลืออยู่แทบจะทุกตัว

แต่ด้วยความที่ตัวแคชเชิร์นเองนั้น ก็เกือบๆจะเรียกได้ว่าเป็นอมตะ "การเสื่อมสลาย"
ไม่มีผลกับร่างกายของเขาโดยไม่ทราบสาเหตุ บาดแผลบนร่างกายสามารถรักษาตัวเอง
ได้ภายในเวลาอันสั้น หรือต่อให้เขาจะตัดใจและยอมให้ถูกผู้อื่นฆ่าทิ้ง ระบบป้องกัน
ตัวเองของเขาก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้แคชเชิร์นลงมือจัดการกับภัยคุกคาม
รอบตัวอย่างสุดความสามารถโดยไม่เกี่ยวกับเจตจำนงของเจ้าตัว

ในครึ่งแรกของซีรี่ส์ จะเน้นไปที่การเดินทางค้นหาตัวเองของแคชเชิร์น และการได้
พบเจอกับผู้คนและหุ่นยนต์ทั้งหลายที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนโลกที่กำลังล่มสลายนี้
มีทั้งผู้ที่ปลงตก และตัดสินใจที่จะเฝ้ารอจุดจบอย่างสงบ ผู้ที่ยังคงไม่ทิ้งความหวัง
และพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะหาทางพาตัวเองไปให้พ้นจากสภาพที่แสนจะสิ้นหวัง
นี้ให้ได้ หรือแม้แต่ผู้ที่ยังคงยึดมั่นกับหน้าที่ของตนและกระทำสิ่งนั้นราวกับจะไม่
ยี่หระต่อสภาพของโลกในขณะนั้น จนกระทั่งครึ่งหลังจึงค่อยๆทำการเปิดเผยเรื่อง
ราวต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 
 
จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการแสดงออกของหุ่นยนต์ทั้งหลาย จากที่เคยเป็นเพียง
ตัวตนที่คอยปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเคร่งครัด แม้จะมีการตระหนัก
ถึงตัวตนของตัวเอง (self awareness) แต่พฤติกรรมต่างๆก็ยังคงห่างไกลเกินกว่าที่
จะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นสิ่งมีชีวิต จนเมื่อมีการตระหนักถึงจุดจบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ได้ ซึ่งก็คือ "การเสื่อมสลาย" จึงเริ่มแสดงพฤติกรรมต่างๆที่ไม่เคยแสดงออกมาก่อน
ทั้งการปลดปลง การแสดงความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และการขวนขวาย
หาหนทางเพื่อที่จะนำพาตนเองและเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอดต่อไปได้อย่างแทบจะไม่
คำนึงถึงวิธีการ เป็นพฤติกรรมที่ทำให้รู้สึกถึงเส้นแบ่งระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์
นั้นเบาบางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

สำหรับตัวอนิเมชั่น อาจเพราะเป็นการหยิบเอาตัวละครเก่ามาเล่าใหม่ จึงเลือกใช้
บริการ ผกก.ยามาอุจิ ชิเกยาสุ ซึ่งผลงานที่เด่นๆก็ดรากอนบอลZ และเซนต์เซย่า
ทั้งซี่รี่ส์และตอนพิเศษหลายต่อหลายตอน ผลงานที่ออกมาจึงมีกลิ่นอายของอนิเมชั่น
ในยุค 80-90 อยู่พอสมควร (บางจังหวะดูแล้วรู้สึกว่ามันเซย้าเซย่าเลยด้วยซ้ำ)
ขนาดนักพากย์ก็ยังใช้บริการคุณฟุรุยะ โทรุ หนุ่ม 50 แต่เสียง15(เซย่า,อามุโร่ เรย์ ฯลฯ)


ไม่ใช่แค่หน้ามันที่เซย่า เสียงมันก็เซย่า

งานภาพนอกจากตัวอนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยม งานแบคกราวด์ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน  เพราะถึง
แม้ฉากส่วนใหญ่จะเป็นโลกที่ล่มสลาย ซากปรักหักพังรกร้าง ทุ่งโล่งโล้นเตียน ซึ่งถ้า
นำเสนอไม่ดีก็อาจจะได้ฉากที่ดูจำเจไม่มีสีสันและเหมือนกันไปหมด ซึ่งในเรื่องนี้ก็
นำเสนอได้อย่างมีบรรยากาศ ทั้งดูสวยงามหรือบางทีก็น่าขนลุก แต่ก็ดูเหงาหงอย
อยู่ในที อีกทั้งดนตรีประกอบที่แม้จะไม่ได้มีการใช้อย่างฟุ่มเฟือย แต่เมื่อถึงเวลาก็
ทำหน้าที่ช่วยขับดันบรรยากาศได้อย่างยอดเยี่ยม


ถึงแม้ผมจะชื่นชอบเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวมากแค่ไหน แต่ Casshern Sins ก็เป็นอีกซี่รี่ส์
ที่ผมก็นึกไม่ออกว่าจะประสบความสำเร็จในทางการตลาดได้ยังไง ถึงจะเป็นการหยิบ
ตัวละครมาเล่าใหม่ แต่ก็นำมาใช้เพียงแค่ตัวละครแต่ก็ทำการเปลี่ยนบทบาทจนหมด
โดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับซี่รี่ส์เดิมเลย (ฉบับเดิม แคชเชิร์น เป็นมนุษย์ที่รับการ
ดัดแปลงเป็นไซบอร์กโดยสมัครใจเพื่อปกป้องมนุษย์และต่อต้านการปกครองอย่าง
กดขี่ของจักรวรรดิหุ่นยนต์) ซึ่งลำพังการหยิบตัวละครเก่ามาใช้ก็ไม่น่าจะดึงดูดผู้ชม
รุ่นใหม่ได้อยู่แล้ว การเปลี่ยนบทบาทใหม่หมดก็ยังน่าจะไม่ดึงดูดแฟนการ์ตูนรุ่นดึกที่
คงจะมีอยู่เพียงน้อยนิดเข้าไปอีก อีกทั้งคาแรคเตอร์ดีไซน์ที่แม้จะดูสวยแบบเรียบๆ
แต่ก็ดูก้ำกึ่งระหว่างความเป็น retro กับความเป็นสมัยใหม่พิกล


ฉบับดั้งเดิม

ผู้ชมที่หลงมาดูเพราะเข้าใจผิดว่าจะเป็นซี่รี่ส์แอคชั่นก็คงจะต้องผิดหวังอีก แม้อนิเมชั่น
ในฉากต่อสู้จะยอดเยี่ยม แต่เรื่องนี้ห่างไกลจากการที่จะบอกว่าเป็นซี่รี่ส์แอคชั่น
อย่างมาก อีกทั้งการเดินเรื่องที่ช้า ถึงช้ามาก เพราะเน้นไปที่การสร้างบรรยากาศและ
ดึงอารมณ์ก็น่าจะทำให้หลายๆคนเบื่อกลางครันไปเสียก่อน
 

แม่นี่ก็เป็นอีกตัวที่เห็นแล้วโคดจะเซย่า
 
ผู้เขียนมีโอกาสได้ดูซี่รี่ส์นี้นานแล้ว และด้วยความประทับใจก็ตั้งใจว่าจะมาเล่าถึงเรื่อง
นี้ตั้งแต่ดูจบ แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งมาเรื่อย จนมาสบโอกาสที่ DVD ฉบับลิขสิทธิ์
ของเรื่องนี้กำลังจะวางตลาดในเร็ววันนี้(หรือวางไปแล้วก็ไม่รู้) จึงถือเป็นโอกาสนำ
มาเขียนเล่าเผื่อจะมีโอกาสให้ผู้ที่หลงเข้ามาอ่านได้พิจารณาซี่รี่ส์นี้กัน
 
 
อนึ่ง ผู้เขียนไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆน่อ แต่มันชอบเรื่องนี้จริงๆ
อนึ่ง๒ เป็นเอนทรี่ที่เพ้อดีชะมัด