ข้อความต่อจากนี้จะมีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ Godzilla (2014)
จึงแจ้งมาเพื่อทราบ










สิ่งที่ชอบ

    1. วิธีนำเสนอ หนังไม่ได้โฟกัสไปที่การต่อสู้ และการอาละวาดของสัตว์ประหลาด
ทั้งหลายแต่โฟกัสไปที่ผู้คนที่อยู่ในสถานการณ์ ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมว่าทำได้ดี และหนังสร้าง
บรรยากาศให้รู้สึกถึงภัยคุกคามจากสัตว์ยักษ์พวกนี้ได้ตลอดทั้งเรื่อง แม้เราจะแทบไม่เห็น
ตัวพวกมันสักเท่าไหร่ แต่ใช้วิธีแสดงให้เห็นจากผลกระทบที่มีกับผู้คนทั่วไป และผลลัพธ์
หลังจากการอาละวาด (หรือบางทีก็แค่การเดินผ่าน) ของพวกมันมากกว่า
    อย่างไรก็ตาม จุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของผู้ชมแต่ละท่าน สำหรับผู้ที่เข้าไปชมโดย
คิดว่าเป็นหนึ่งภาค ในแฟรนไชส์ก๊อดซิลล่าที่สร้างต่อเนื่องมาเนิ่นนาน ซึ่งอาจจะคาดหวังว่าจะได้ดูฉาก
สัตว์ประหลาดอาละวาดซัดกันนัวเนียพัลวันก็คงจะผิดหวังกัน แต่ถ้าคิดว่าเป็นภาคที่เป็นการรีบู๊ท
แฟรนไชส์ เป็นการแนะนำคาแรคเตอร์ตัวนี้ใหม่อีกรอบ การกั๊กตัวสัตว์ประหลาดและที่มาที่ไปไว้
ให้ปรากฏมาแต่น้อยก็ดูจะสมเหตุสมผลอยู่

    2. ไม่มีมุกตลกและตัวร้ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่นิยมกันมากในหนังหายนะทั้งหลาย
ของฮอลลีวู้ด ซึ่งไม่ได้ให้อะไรกับเรื่องเลย นอกจากทำลายอารมณ์ร่วมที่มีกับหนัง ทำนองว่า
โลกจะแตกมิแตกแหล่อยู่แล้วยังจะมาตั้งแง่อะไรกันอีก หรือตัวละครตลกตามพระ
ทั้งหลายที่ยัดเบียดเข้ามาอย่างผิดที่ผิดทางท่ามกลางกลุ่มตัวละครที่ไม่น่าจะได้อานิสงส์อะไร
จากตัวละครประเภทนี้ เช่นทหารหน่วยรบพิเศษโคดเก่ง หรือกลุ่มนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ เป็นต้น
    แน่นอนว่าในความเป็นจริง ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน พฤติกรรมเฮงซวย หรือ
ไม่เข้าท่าเข้าทางของคนบางคน โดยเฉพาะผู้มีอำนาจก็อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในกรณีของหนัง
ถ้าพฤติกรรมนั้นๆจะไปทำลายอารมณ์ร่วมไป การที่ไม่มีก็อาจจะดีกว่า
    สำหรับหนังก๊อดซิลล่าภาคนี้ อย่างน้อยก็ยังให้ความรู้สึกว่าทุกคนมีศัตรูร่วมกัน รับมือ
กับภัยพิบัติร่วมกัน แม้จะมีข้อขัดแย้งกันบ้าง ทำให้รู้สึกถึงความซีเรียสของภัยคุกคามนี้ได้ดีกว่า

    3. ก๊อดซิลล่าเจ้าเนื้อ ดูคุกคามดี และเน้นความแตกต่างกับสัตว์ประหลาดคู่ปรับ
ที่ดูคล่องแคล่วได้ดีด้วย


เก๊ตเตอร์อ้วน อีกหนึ่งตัวอย่างของอะไรที่อ้วนแล้วเท่เป็นบ้า

    4. ใช้ lens flare แต่พอดี (ไชโย ความชอบส่วนตัว)

สิ่งที่ไม่ชอบ
    1. ใช้ตัวละคร โจ โบรดี้ (พ่อ-ไบรอัน แครนสตัน)ไม่คุ้ม
ผมรับได้กับการที่ตัวละครตัวนี้จะตายตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่ผมว่าคงจะดีกว่า ถ้าความตายของ
ตัวละครนี้จะมีอิทธิพลกับเนื้อเรื่องมากกว่านี้ เช่น ให้เงื่อนงำของตัวสัตว์ประหลาดมากกว่านี้
หรือเป็นแรงขับดันให้กับพระเอกอย่างชัดเจนกว่า
    ตรงนี้อาจเป็นเพราะผมชื่นชอบนักแสดงคนนี้เป็นการส่วนตัวด้วย เลยอยากให้บท
ของแกมีความสำคัญมากกว่านี้ก็เป็นได้
   
    2. การตัดสินใจบางอย่างช่วงท้ายที่ดูง่ายไปหน่อย
ตรงนี้หมายถึงการตัดสินใจแบกหัวรบนิวเคลียร์ไปขึ้นเรือ ด้วยเหตุผลว่าเปิดฝาไม่ออก
ทั้งที่การพยายามเปิดฝาและปลดชนวนระเบิดตรงนั้น น่าจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุผลกว่า
อย่างไรซะทีมปลดชนวนระเบิดก็น่าจะมีอุปกรณ์เพื่อการนี้อยู่แล้ว อย่างไรซะ หัวรบนิวเคลียร์
ก็ไม่น่าจะถูกออกแบบมาให้ทำงานด้วยความร้อนและแรงกระแทกแค่นั้นอยู่แล้ว

    3. ตอนจบที่คล้ายจะบอกว่าก๊อดซิลล่าเป็นฝ่ายธรรมะเต็มตัว โดยส่วนตัวอยากจะ
ให้ทิ้งว่าจุดยืนของหมอนี่ยังคลุมเครืออยู่มากกว่า
    อนึ่ง ผู้กำกับให้สัมภาษณ์ว่าก๊อดซิลล่าฉบับนี้เป็นตัวแทนของธรรมชาติที่พยายาม
จะรักษาสมดุลย์ของสิ่งต่างๆ และถ้าธรรมชาติเอาจริงขึ้นมา มนุษย์ก็คงไม่มีทางเอาชนะได้

สำหรับประเด็นที่บางคนรู้สึกว่าความดราม่าของครอบครัวพระเอกน้อยไปหน่อยนั้น ผมกลับ
โอเคกับมันแฮะ รู้สึกไม่น่ารำคาญดี และสถานการณ์แบบนั้น จะติดต่อหรือเดินทางไปหากัน
มันก็คงไม่ใช่ง่ายๆอยู่แล้ว

สิ่งที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ ถ้าเกิดหนังทำเงินได้เป็นที่น่าพอใจของนายทุน และจะมีภาคต่อ
หนังจะนำเสนอก๊อดซิลล่าอย่างไรหลังจากแสดงจุดยืนของมันแบบกลายๆแล้ว
- เป็นหนังสัตว์หลาดตีกันเต็มรูปแบบ ?
- ก๊อดซิลล่า ปะทะ มนุษย์ โดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพราะมีมนุษย์ตัวร้ายกลุ่มนึงมีแผนการ
  เลวร้ายอะไรสักอย่างกับธรรมชาติ อะไรทำนองนี้ ?
- สัตว์ประหลาดใหม่อาละวาด แต่ก๊อดซิลล่าไม่โผล่ แล้วก็ต้องมาสืบกันว่าหมอนี่หายไปไหน ?
ฯลฯ



...ทำไมอัลเฟรดถึงรู้จักกางร่มอยู่คนเดียว....

บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ Dark Knight Rises
จึงแจ้งมาเพื่อทราบล่วงหน้า

-
-
-
-
-
-
-
-

ก่อนอื่นที่แฟนๆของแบทแมนโนแลนจะมารุมประนามหยามเหยียดผม ขอออกตัวก่อนว่า
ผมไม่ได้จะว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดีนะ ถ้าถามความรู้สึกหลังจากได้ดูว่าค่อนไปทางไหน ก็ตอบได้
เต็มปากว่าค่อนไปทางบวกละครับ แต่น่าจะเป็นเพราะความคาดหวังที่ค่อนข้างมาก
เนื่องจากหนังภาคที่แล้วมันโอเคมากๆ สำหรับผม พอมาดูภาคนี้แล้วเวลาสะดุดตรงนั้นตรงนี้
มันเลยรู้สึกติดขัดมากกว่าปกติ ซึ่งจะขอเขียนเป็นประเด็นๆไปแล้วกัน

อย่างแรกที่รู้สึกคือ มีหลายๆจุดที่รู้สึกว่าหนังยัดเยียดเข้ามาเกินความจำเป็นพิกล
อันแรกคือฉากจบ ที่ผมว่าแฮปปี้เกินเหตุ อันที่จริง การจบโดยทิ้งไว้ให้แบทแมนตายนั้น ผมว่ามันก็
สมบูรณ์ดีอยู่ การให้บรูซเวย์น หนีตามไปกับเซลิน่า ไคล์(แคทวูแมน) นั้น ผมว่าเป็นอะไรที่หลุด
คาแรคเตอร์มากๆ เพราะโดยคาแรคเตอร์ดั้งเดิม และตัวหนังภาคก่อนๆ ได้ปูเรื่องมาให้เห็นว่า
บรูซเวย์นนั้น อุทิศตัวให้กับหน้าที่ของแบทแมนอย่างมาก เรียกว่าถ้าไม่จำเป็นนี่ก็อยากจะทิ้งตัวตน
ของบรูซเวย์นไปเลยด้วยซ้ำ ทำให้ผมรู้สึกว่าตอนจบแบบนี้ไม่เข้ากับคาแรคเตอร์อย่างแรง

โอเคล่ะ เรื่องนี้ อาจจะแย้งได้หลายประเด็น เช่น เป็นการแสดงให้เห็นถึงการปล่อยวาง
และการก้าวต่อไปในชีวิต แต่แบทแมนเป็นแบทแมนก็เพราะเขาไม่อาจปล่อยวางได้ไม่ใช่เหรอ
เพราะโศกนาฏกรรมในวัยเด็กของเขา กลายเป็นแรงขับของเขาที่ไม่ต้องการให้เกิดโศกนาฏกรรม
แบบเดียวกับคนอื่นนี่แหละ เขาถึงเป็นมาแบทแมน และสาเหตุที่ไม่เคยมีการแต่งเรื่องให้จับ
ตัวคนร้ายที่สังหารพ่อแม่ของบรูซเวย์นได้ ก็เพราะต้องการให้แรงขับนี้คงอยู่ตลอดไปนี่แหละ

หรืออาจจะแย้งได้อีกว่าต้องการพูดถึงประเด็นที่แบทแมนกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์
และมีการส่งต่อกันได้ อย่างที่มีการเกริ่นในภาคที่แล้ว แล้วก็มาเน้นย้ำอีกทีในภาคนี้
โอเค ประเด็นนี้เข้าท่านะ ตัวละครตำรวจ จอห์น เบลค นี้ก็ปูมาเข้าท่าดี มีปมอดีตคล้ายๆกัน
เป็นคนไฟแรง มีอุดมการณ์อีก แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้ผมรู้สึกโดนยัดเยียดอีกนั่นแหละ
ทั้งเรื่องปมอดีตของเบลคที่เล่าอย่างฉาบฉวย และจุดแตกหักที่ทำให้เบลคถอดใจจาก
การเป็นตำรวจในตอนจบ ซึ่งผมว่าดูทั้งเรื่องก็ไม่มีการพูดถึงจุดนี้เลยนะ มีแค่ตอนท้ายเรื่อง
ที่จะขนเด็กๆข้ามสะพานไปนิดเดียวจริงๆ แล้วการที่เบลครู้ตัวจริงของแบทแมนนี่ผมว่า
มันง่ายไปหน่อยนะ

ถึงที่สุดแล้ว ผมไม่รู้สึกว่าหนังเล่าถึงการปลดระวางของเวย์น และการเลือกเบลคมารับหน้าที่
แทนได้มีน้ำหนักเท่าที่ควร (แถมตอนท้ายที่บอกว่าเบลคชื่อจริงว่าโรบินก็ตลกๆพิกล)

หลังจากส่วนที่รู้สึกว่าโดนยัดเยียด ก็มีมาถึงส่วนที