หลังจากถูกใจเหลือเกินกับเรื่อง Brick หนังวัยรุ่นค้ายาทุนต่ำที่สนุกเกินคาด
อันเป็นหนังยาวเรื่องแรกของ ผกก. Rian Johnson โดยส่วนตัวจึงตื่นเต้น
พอสมควรเมื่อได้ข่าวของเรือง The Brothers Bloom ซึ่งเป็นโปรเจคท์
หนังยาวเรื่องที่ 2 ของเขาเรื่องนี้

เมื่อ 2 พี่น้องเด็กกำพร้าได้รับการชี้แนะและค้นพบพรสวรรค์ในการเป็น
นักต้มตุ๋นตั้งแต่เด็ก ทั้ง 2 และอีก 1 ผู้ช่วยจึงตัดสินใจหาเลี้ยงตนด้วย
อาชีพนี้มาตลอดจนกลายเป็นทีมนักต้มตุ๋นที่มีชื่อเสียงในเรื่องความแยบคาย
และละเอียดลออของแผนการ
โดยสมาชิกในทีมประกอบด้วย

Stephen พี่ชายหัวหมอ ผู้คิดแผน(บทละคร)ในการต้มตุ๋น

Bloom น้องชายผู้ดำเนินแผน(ตัวละครหลัก)

Bang Bang ผู้ช่วยสาวเอเชียพิลึกพิลั่น

แต่เมื่อบลูมผู้เป็นน้องเริ่มเหนื่อยหน่ายกับวิถีชีวิต ประกอบกับความไม่แน่ใจ
ในตัวตนของตน เพราะที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตเป็นตัวละครในแผนการที่พี่ชายวาง
ไว้มาตลอด ทั้งคู่จึงตัดสินใจลงมือครั้งสุดท้ายก่อนล้างมือจากวงการ โดยมี
เป้าหมายคือ Penelope Stamp หญิงสาวผู้ใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยมรดกมหาศาลจาก
บิดามารดาที่ล่วงลับไป เธอไม่เคยทำงาน ไม่มีเพื่อน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยในคฤหาสน์
ที่ใหญ่โตราวกับปราสาทด้วยการเปลี่ยนงานอดิเรกไปเรื่อยๆเท่านั้น

คล้ายกับเรื่อง Brick ที่ตัวพลอตหนังจริงๆไม่ได้มีอะไรแปลกพิสดาร แผนการ
หลอกต้มตุ๋นก็รวมๆก็ไม่ได้หวือหวาอะไร เป็นเพียงการส่งตัวบลูมน้องชายไปตีสนิท
และหาทางใส่สีสันให้กับชีวิตที่เงียบเหงาของหล่อนเพื่อให้ตายใจ

แต่ด้วยตัวละครที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความงงชีวิตของ Penelope และความพิลึกของ
Bang Bang ที่สร้างสีสันได้อย่างดี บทที่คมคายและลงตัว อีกทั้งมุกเถื่อนๆที่ยิงได้
ค่อนข้างมีจังหวะจะโคนดี อีกทั้งหนังยังมีประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องการเปรียบเทียบ
ชีวิตจริง และบทละคร(ซึ่งในที่นี้หมายถึงแผนการของสตีเฟนพี่ชาย)ก็ทำให้หนังดู
เพลินได้ทั้งเรื่อง

แต่กระนั้นข้อเสียก็รวมอยู่ในข้อดีนั้นด้วย เนื่องจากบทที่คมคายเหลือเกิน จนหลายๆ
ครั้งทำให้รู้สึกว่าคำพูดคำจาไม่เป็นธรรมชาติ และลูกเล่นของภาพและการตัดต่อที่
บางครั้งก็รู้สึกว่ามันล้นๆเกินไปบ้าง สันนิษฐานว่าอาจเพราะเป็นโปรเจคต์หนังยาว
งบเยอะเรื่องแรกของผกก. เลยอาจจะมีการใส่พลังกันมากเกินเหตุไปบ้าง

ที่น่าเสียดายอีกอย่างก็คือตัว Bang Bang (คิคุจิ รินโกะ) ที่ถึงจะสร้างสีสันให้กับเรื่อง
ได้ดีเหลือเกิน แต่เอาจริงๆตัวละครนี้ก็เหมือนเป็นตัวตลกตามพระเฉยๆ ทั้งๆที่น่าจะ
เอามาเล่นได้มากกว่านี้

ทั้งนี้ทั้งนั้น The Brothers Bloom ก็ยังดูได้เพลินๆและมีประเด็นดีๆพอสมควร โดย
ส่วนตัวคิดว่างานของ ผกก. คนนี้ก็ยังคงน่าสนใจไม่เปลี่ยน

 

ปล.เทรลเลอรตัวนี้บิดเบือนไปเยอะ ตัวหนังจริงๆไม่ใช่หนังต้มตุ๋นหวือหวาอะไร
แบบที่ตัวเทรลเลอร์พยายาม build เลยสักนิด

 

The Horribly Slow Murderer with the Extremely Inefficient Weapon

posted on 06 Aug 2009 00:04 by saranblog  in Reviews

ชื่อมันยาวจนไม่มีอารมณ์คิดซับไตเติ้ลใส่เลยแฮะ

เมื่ออะไรบางอย่างพยายามจะฆ่าคุณให้ตายโดยการตีด้วยด้วยช้อนกินข้าว
จบ เนื้อเรื่องมีเท่านี้แหละ

 


อะไรบางอย่างที่ว่ากับอาวุธของมัน

 

ไม่มีอะไรจะเขียนแล้วครับ เอาเป็นว่ามันบ้าบองี่เง่าได้ใจเหลือเกิน แต่จะว่าไปมันก็
แอบหลอนหน่อยๆแฮะ

ไม่มีเทรลเลอร์นะครับ เพราะเป็นหนังสั้น 10 นาทีเอง

 

Watchmen : director's cut

posted on 27 Jul 2009 00:52 by saranblog  in Reviews

 

เคยรีวิวฉบับฉายโรงตามปกติของเรื่องนี้ไปแล้วใน เอนทรี่นี้ ครับ
แต่ด้วยความที่โดยส่วนตัวบ้าเรื่องนี้พอควร พอได้ดูฉบับตัดต่อใหม่นี่
แล้วจึงอยากจะมาเล่าถึงอีกรอบ โดยจะขอแจกแจงถึงจุดที่เพิ่มหรือ
แตกต่างจากฉบับปกติเป็นจุดๆไปเลยละกัน

เนื้อหาจากตรงนี้ไปจะมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ (spoil) นะครับ






- สิ่งแรกที่รู้สึกคือ หนังเก็บรายละเอียดจากต้นฉบับการ์ตูนได้ครบถ้วน
กว่าเดิมมาก ทั้งๆที่เวลาก็เพิ่มมาไม่มาก (ฉบับเดิม 162 นาที director's cut
186 นาที)

- หนังเล่นกับตัวจริงของ Rorschach ได้คุ้มขึ้นเยอะ

- ฉากของปธน.นิกสันและกองทัพที่เพิ่มขึ้นมาช่วยให้เห็นภาพรวม
ของสถานการณ์ได้ดีขึ้นมากๆ

- ฉากสังหารฆาตกรฆ่าเด็กยาวและสะใจขึ้นก็จริง แต่ผมว่ายังไงก็สู้
เผาทั้งเป็นตามต้นฉบับไม่ได้

-  ใครที่อยากจะเห็นกระตู๋ว์ ดร.แมนฮัตตัน ได้เห็นเต็มตาสมใจอยากแน่


- จุดจบของไนท์โอวล์รุ่นแรกที่ฉบับเดิมไม่มี แต่เพิ่มมาในฉบับนี้ได้
ดัดแปลงจากต้นฉบับหนังสือการ์ตูนไปบ้าง ซึ่งผมว่าเขาก็ดัดแปลงได้
เข้าท่าดีแฮะ แต่ฉากก่อนหน้าที่พวกแก๊งคุยกันจะยกพวกมาดันดูลวกๆ
เหมือนใส่ๆมาให้รู้ที่มาที่ไปแค่นั้นเอง

- สิ่งที่ขัดใจมากๆตั้งแต่ฉบับฉายโรงปกติก็คือสัตว์เลี้ยงของ Ozymandias
ที่ไม่รู้จะใส่มาทำไม ตามพลอตต้นฉบับที่มีการทดลองวิศวพันธุกรรม
จะมีตัวประหลาดแบบนี้ออกมามันก็ยังเมคเซ้นส์นะ แต่ฉบับหนังซึ่ง
เปลี่ยนเนื้อหาช่วงท้ายไปแล้วผมว่าไม่เห็นน่าจะใส่มาเลย


โดยสรุปแล้ว ผมว่าฉบับ director's cut นี้สมบูรณ์กว่าค่อนข้างมาก
สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บสะสมหรือหามาดูเป็นครั้งแรกจะข้ามมาฉบับนี้เลย
ก็น่าจะดีกว่าครับ